เคล็ดลับเริ่มต้นหาคีย์เวิร์ดทำ Google Search Ads | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




เคล็ดลับเริ่มต้นหาคีย์เวิร์ดทำ Google Search Ads

เคล็ดลับเริ่มต้นหาคีย์เวิร์ดทำ Google Search Ads

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-10-06 10:35:19

เราจะแชร์แบบไม่กั๊ก วิธีหาคีย์เวิร์ด
เลือกคีย์เวิร์ด คือหัวใจทำโฆษณา Search Ads

เพราะเป็นคำถามที่มือใหม่ถามมาเยอะ
และเป็นสิ่งที่มือเก๋าก็คิดอยู่เสมอ

จะมีวิธีอย่างไร
มาดูกัน…

--------------------------------------------------------

<<< หลักการซื้อคีย์เวิร์ดคืออะไร? >>>

เริ่มแรกหลักการคือ
ไม่ใช่ซื้อคำที่มีคนค้นหาเยอะ แต่คือการ ซื้อคำที่ตรงกับธุรกิจ/สินค้า โดยเจาะจงให้แคบที่สุด
ยกตัวอย่าง ถ้าทำโฆษณาเพื่อเน้นสร้างยอดสั่งซื้อ

ถ้าเราทำร้านของเล่น แล้วซื้อคำว่า “ของเล่น”
อาจเรียกว่าพลาดได้

เพราะสิ่งที่คุณต้องดูคือ คนค้นหาคำว่า “ของเล่น”
มีความต้องการซื้ออย่างเดียวหรือไม่

เพราะบางทีคนค้นหาอาจต้องการแค่หาข้อมูลเฉยๆ
ซึ่งของเล่นบนโลกก็มีหลายชนิด เขาอาจไม่ได้มาหาในสิ่งที่เรามีขายก็ได้ ซึ่งถ้าเกิดลูกค้ามาคลิกลิงค์ของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะเสียเงินโดยไม่มียอดสั่งซื้อ
ดังนั้น คุณก็ต้องเจาะจงไปเลย เช่น ซื้อคำว่า ของเล่นเด็ก 2 ขวบ เป็นต้น จากนั้นค่อยทำ Final URL ไปยังหน้า Landing Page ที่ขายของเล่นเด็ก 2 ขวบ เป็นต้น
และหลักการข้อนี้ ถ้าจะให้ดี ก็ต้องรู้จักสินค้าของคุณในตลาดให้ดีที่สุด ไม่ต้องเลือกคำที่เป็นทางการ แต่เลือกคำที่คนในสังคมจริงๆ ซึ่งเรามีวิธีตรวจสอบ ดูต่อได้เลย

--------------------------------------------------------

เมื่อรู้หลักการแล้ว เราต้องมีเครื่องมือเสริม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่บทความนี้จะแนะนำ
เริ่มจากวิธีง่ายๆ ไปจนถึงวิธีที่ยกระดับขึ้นไปอีก มาดูกันต่อเลย...

1.Google

ไม่ต้องแปลกใจ ข้อนี้เราเริ่มแนะนำจากง่ายๆเลย
คือดูที่เว็บไซต์ Google นั่นเอง เวลาเข้าไปใน Google

เราลองเสิร์ชชื่อสินค้าเราได้เลย เช่น “ขายของเล่น”
Google ก็จะแนะนำคำค้นหาอื่นๆขึ้นมา ซึ่งเป็นคำที่คนค้นหาเยอะ หรือดูตรงด้านล่างสุดของหน้าค้นหา จะเจอ Related searches
ฟังดูธรรมดา แต่มีประโยชน์มาก เพราะในการจัดการคีย์เวิร์ด ไม่ใช่แค่ต้องซื้อคีย์เวิร์ดแล้วจบกันไป

แต่ต้อง Negative Keywords ที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าเราออกไปด้วย

ดังนั้นเราสามารถเอาไอเดียตรงที่ Google แนะนำตรงแถบค้นหา มาดูว่า คำไหนเกี่ยวข้องกับเรา ก็พิจารณาเอาไปต่อยอด พิจารณาซื้อ หรือ คำไหนไม่เกี่ยวข้องกับเรา ก็ต้องจดเอาไป Negative Keywords นั่นเอง
แต่จะใช้แค่ Google  ก็คงไม่เหมาะ เราต้องดูเครื่องมือต่อๆไปประกอบด้วย

2.Google Trends

ที่จริงข้อนี้เอาไว้ใช้ดูกระแสการค้นหา ว่าในแต่ละช่วงเวลา
คำที่คุณสนใจ ถูกค้นหาเยอะหรือไม่ ดูได้แม้กระทั่งสินค้าใดน่าจะมาแรง โดยคุณสามารถเลือกช่วงเวลาดูย้อนหลังได้ หรือช่วงเวลาปัจจุบันก็ได้
ข้อดีคือ Google จะแนะนำ คำที่ยอดนิยม และมาแรง ที่ใกล้เคียงกับคำที่เราสนใจ

เช่น พิมพ์คำว่า กระถางต้นไม้ไป คำที่ใกล้เคียง และมีคนค้นหาเยอะ ก็คือกระถางต้นไม้จากไม้ไอติม
กระถางต้นไม้ฟอกอากาศ ทำให้เราเห็นกระแสสินค้าที่คนกำลังมองหาในขณะนั้นด้วย

ข้อดีคือ เราสามารถดูปริมาณการค้นหาในแต่ละพื้นที่ได้ว่าพื้นที่ใดสนใจสินค้าเรามากที่สุด
เพราะบนแคมเปญเราเลือกพื้นที่ได้ การใช้ Google Trends จึงทำให้รู้ข้อมูลส่วนนี้ในระดับเบื้องต้นได้

3.Google Keyword Planner

มาถึงพระเอกของเราแล้ว ข้อนี้กูรูหลายคนใช้กันเป็นหลักแน่นอน แต่ที่ยกมาเป็นข้อสุดท้าย เพราะมันไม่ได้ฟรีเหมือนข้อแรกๆ การจะเข้าไป Keyword Planner ได้ ต้องมีบัญชีโฆษณาเสียก่อน
ซึ่งทีเด็ดของเครื่องมือนี้ คือ
เราสามารถดู Search Volume หรือปริมาณการค้นหาที่เกิดขึ้นจริงได้ และยังบอกถึงราคาต่อคลิก (CPC) ด้วย
ซึ่งรวมไปถึงแสดงข้อมูลว่าคำที่เราสนใจ มีการแข่งขันนั้นมีอัตราที่สูงหรือไม่ ที่สำคัญในเครื่องมือนี้ยังมีไอเดียคำอื่นๆให้เราได้พิจารณาด้วย

ที่จะแนะนำเพิ่มเติมคือ ในเครื่องมือนี้ เราเลือกเอาเว็บไซต์คู่แข่งมาวาง แล้วให้ Google วิเคราะให์แบบอัตโนมัติได้ด้วย ว่าในเว็บไซต์คู่แข่งมีคีย์เวิร์ดอะไร ที่คู่แข่งเอาใส่เข้าไป เพื่อทำให้เกิด Ads Relevance หรือ SEO เราก็เอาคีย์เวิร์ดนั้นมาเป็นไอเดีย แล้วลองวางเว็บไซต์ของเราดูด้วย ว่าคีย์เวิร์ดที่เรามีบนเว็บไซต์ เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไร

แต่ก็ไม่ใช่ดูแค่นี้ สุดท้าย เราอาจต้องมานั่งวิเคราะห์จากปัจจัยอีกหลายๆอย่าง
เช่นเรื่องของ Search Volume, Cost per click (CPC) และปัจจัยทางธุรกิจ

>> สำหรับวิธีเลือกคีย์เวิร์ดโดยดูจาก Search Volume
ทีมงานเราให้หลักการว่า Search Volume เยอะไปก็มีโอกาสที่คำๆนั้นเป็นคำกว้าง แต่ถ้าน้อยไปแปลว่าไม่มีคนค้นหาเท่าที่ควร
เช่นคำว่า “รถมือสอง” Search Volume เฉลี่ยต่อเดือนของคำนี้ถือว่าสูงมาก การแข่งขันก็สูง ราคาก็แพง ถ้าใครมีงบพอจ่ายไปก็ไม่ผิด

แต่ทีมงานเราพบว่าคนที่ค้นหาคำว่า “เต็นท์รถมือสอง” มีโอกาสที่เราได้ลูกค้า มากกว่าคำว่า “รถมือสอง”
เพราะคนค้นหาคำว่ารถมือสองอาจไม่ได้ค้นหาเพื่อซื้อ คนเหล่านี้อาจค้นหาอาจแค่หาข้อมูลเหมือนที่เรากล่าวไปข้างต้นบทความนั่นเอง

ถ้าจะให้ดี ใส่ยี่ห้อลงไปเลยก็ยังได้ เพราะลูกค้าที่ค้นหายี่ห้อรถ แปลว่าต้องเลือกยี่ห้อไว้ในใจ มีการศึกษาเรื่องรถยนต์มาในระดับหนึ่งแล้ว ลองเอาไอเดียนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจคุณดู
ถ้าพบว่าคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าเรา แต่แพง ก็แนะนำว่า ซื้อได้ เพราะถ้ามันตรงกับเรา ถ้าพิจารณาแล้วคุ้มทุน ก็ซื้อไปเลย

---------------------------------------------------------------

นอกจาก 3 ข้อหลักๆนี้ ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆอีก เช่น Ubersuggest, Keysearch
ซึ่งลักษณะการใช้งานก็มีบางส่วนคล้ายกับ Keywords Planner ของ Google แต่บางตัวก็จะมีส่วนเสริมเข้ามาช่วยตัดสินใจ
แต่แน่นอน ก็เอามาใช้เป็นไอเดียได้ แต่สำหรับความถูกต้อง และความชัวร์ ก็อาจต้องยกให้กับ “Keyword Planner” เป็นหลัก

สุดท้าย การเริ่มหาคีย์เวิร์ดไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่รู้จักธุรกิจ สินค้า/บริการ ของเราให้ดี รู้จักตลาดที่ใช่
ไม่ต้องเน้นคำที่คนค้นหาเยอะ แต่เน้นที่ตรงกับสิ่งที่เป็นเรา

และพิจารณาว่าคำนั้นมีโอกาสก่อให้เกิดการสั่งซื้อหรือไม่

เท่านี้คุณก็สามารถเริ่มต้นหาคัย์เวิร์ดเองได้ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และทำบ่อยๆจนชำนาญ
ส่วนใครที่อยากให้ ITOPPLUS ที่มีประสบการณ์มาแล้วกว่า 20,000+ ธุรกิจ ให้คำปรึกษาคุณ เราก็ยินดี








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ