เปิดวิธี ทำภาพสินค้า 'ให้น่าซื้อ' ฉบับทำง่าย เห็นผลทันตา | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




เปิดวิธี ทำภาพสินค้า 'ให้น่าซื้อ' ฉบับทำง่าย เห็นผลทันตา

เปิดวิธี ทำภาพสินค้า 'ให้น่าซื้อ' ฉบับทำง่าย เห็นผลทันตา

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-09-22 10:02:10

ไม่มีลูกค้า อาจแค่ลองทำภาพให้ดี
เราจะเผยวิธีทำง่ายๆ ให้คุณได้เอาไปปรับใช้ได้

ที่ต้องเล่าเรื่องรูปภาพนั้น เพราะมีข้อมูลในระดับโลกที่เผยว่า
รูปภาพมีผลต่อการตัดสินใจซื้อกว่าที่คิด

ทาง E-Bay เว็บไซต์ E-Commerce ชื่อดังของโลก ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้คนสั่งซื้อสินค้า
พบว่านอกจากรายละเอียดสินค้าแล้ว

ปัจจัยหลักเป็นเรื่องของการนำเสนอผ่านรูปถ่าย

และยังมีผลสำรวจอีกว่า
77% ไม่อ่านข้อความ แต่จะเลือกดูรูปภาพสินค้าก่อนเป็นอันดับแรก

----------------------------

<<เราจะมาบอกแนวทาง เทคนิค ในแต่ละข้อ ดังนี้>>

- รูปต้องใหญ่ และชัด ทำอย่างไร มีผลขนาดไหน?
- เลือกพื้นหลังให้ถูก แนวทางการเลือกพื้นหลังแบบไหน?
- แสดงภาพการใช้งานจริง มีแนวทาง และตัวอย่าง อย่างไร?
- เลือกมุมในการถ่ายภาพ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เลือกอย่างไรดี?
- ปรับ แสง สี คือหัวใจสำคัญ ที่จะเสริมพลังภาพ มีหลักการอย่างไร?
- ลงรูปเป็นอัลบัม และซูมรายละเอียด สำคัญอย่างไร?
- เลือกใส่คำโฆษณา หรือ Call to action มีผลกว่าที่คิด เราจะทำอย่างไร?
- เปลี่ยนจากภาพ เป็นวิดีโอบ้าง จะช่วยคุณได้อย่างไร?

ทั้งหมดเราจะแนะนำให้เอาไปทำได้ง่ายๆ
ให้ไว้เป็นหลักการ เอาไปต่อยอด

ซึ่งเทคนิคทั้งหมด สามารถเอาไปใช้ได้ กับทั้งสินค้าอยู่ที่ในเว็บไซต์ สินค้าที่ขายบน E-Marketplace
อย่าง Shopee, Lazada หรือสินค้าที่ลงขายบน Facebook, Instagram ก็ได้
คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ ต่อยอด ได้ในหลายแพลตฟอร์ม


เรื่องนี้เป็นข้อแรก และเป็นข้อเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด

เพราะภาพที่ลงมานำเสนอเป็นสินค้า หลักการคือ ภาพต้องละเอียด

หลายคนเจอปัญหาภาพแตกเวลาลงรูป
ปัญหานั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย

แต่ปัจจัยหลัก ต้องพูดตั้งแต่เริ่มเลือกอุปกรณ์
กล้องที่ใช้ถ่ายควรมีความละเอียดที่ดี อย่างน้อยๆควร 3 ล้านพิกเซลเป็นต้นไป

ปัจจุบันปัญหานี้พบได้น้อยลง
เนื่องจากอุปกรณ์ถ่ายภาพจากมือถือในภาพรวมแล้วมีคุณภาพสูงขึ้น

แต่ปัญหาที่ทาง E-Bay เว็บไซต์ E-Commerce รายใหญ่ของโลกเปิดเผยคือ ภาพที่เล็ก มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ ภาพใหญ่ยอดสั่งซื้อจะเยอะกว่า

E-Bay ลงทุนทำวิจัยกับเรื่องความละเอียดของภาพโดยเฉพาะ


ภาพพื้นหลังที่เราจะแนะนำสำหรับคุณมี 3 ข้อ

- พื้นหลังเป็นสีขาวล้วน
- พื้นหลังที่เป็นสีอื่นๆ
- พื้นหลังที่มีส่วนประกอบอุปกรณ์ประกอบ (Props) เช่น ต้นไม้เล็กๆประกอบ

>> เริ่มที่ข้อแรก พื้นหลังที่เป็นสีขาวล้วน

รู้ไหมว่า กฎของ Google และ Amazon ที่เข้มงวดมาก คือ “พื้นหลังต้องเป็นสีขาวเท่านั้น”
เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกัน และเพื่อให้คนเลือกดูสินค้าได้แบบสบายตา ไม่เจอเพื่อนหลังมากมายที่รก
ข้อดีของพื้นหลังขาว คือดูมีมาตรฐาน ให้ความรู้สึกสะอาดตา

>> ข้อที่สอง พื้นหลังที่เป็นสีอื่นๆ

เว็บไซต์ที่นิยมในไทยอย่าง Shopee, Lazada ไม่ได้กำหนดว่าพื้นหลังต้องขาวล้วนเท่านั้น เราสามารถใช้สีอะไรก็ได้

แต่ข้อนี้ก็มีหลักการ และที่เราจะแนะนำแบบโดยง่าย คือ อาจ “พื้นหลังต้องเสริมความเด่นของสินค้า”
หรือสีพื้นหลังอาจตัดกับภาพของสินค้า

เช่น สินค้าสีขาว ถ้าวางเป็นพื้นหลังขาวด้วยกัน
อาจทำให้รายละเอียดบางอย่างของสินค้าเห็นไม่ชัด กลืนหายไปกับพื้นหลัง

สินค้าบางประเภท เช่น เพชร อัญมณี ก็ควรวางบนพื้นหลัง ที่เป็นพรมกำมะหยี่สีดำ
เพราะพรมชนิดนี้ไม่สะท้อนแสง ชูความโดดเด่นของเพชร ให้เด่นที่สุด

>> ข้อที่สาม พร็อพประกอบ สำคัญไม่แพ้พื้นหลัง

ที่เราต้องรวมเอาไว้ในข้อเดียวกัน เป็นเพราะมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ลองนึกดูว่า ถ้าพื้นหลังดี แต่วัสดุที่ใช้ในการถ่ายภาพใช้ไม่ได้ สุดท้ายผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

รวมถึงถ้าหากต้องจัดอุปกรณ์ประกอบฉาก
หลังการคือ “ต้องไม่รก”

เช่น นมสตอเบอรี่ ก็อาจมีสตอเบอรี่จริงประกอบ
และอุปกรณ์ประกอบฉากจะต้องช่วยเสริมสินค้าให้เด่นขึ้นมา

>> วิธีการที่เราแนะนำเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด คือ การไดคัทภาพ

เพราะการไดคัทภาพ คือ การตัดเฉพาะภาพสินค้าออกมาจากภาพถ่าย
หลังจากนั้นก็ตัดต่อเอาไปวางบนพื้นหลังได้ทุกสี ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายทีละภาพ

ข้อดีของภาพที่ไดคัท คือเอาไปใช้ต่อยอดได้หลากหลาย เช่น ทำโปสเตอร์ไม่ว่าจะออนไลน์ หรือออฟไลน์ หรือเมื่อนำไปนำเสนอให้กับลูกค้า ก็จะดูดี น่าเชื่อถือ


ข้อนี้ถือว่าค่อนข้างสำคัญ แต่หลายคนอาจมองข้ามการถ่ายภาพแบบนี้

ในสินค้าหลายประเภท ลูกค้าต้องการรู้ว่า ใช้งานอย่างไร?

หรือ เมื่อสินค้าไปอยู่บนร่างกายลูกค้า ไปอยู่ในบ้านของลูกค้า จะเป็นอย่างไร?

เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้า
แบรนด์ใหญ่ๆหลายแบรนด์มักมีนางแบบ นายแบบ
มาเพื่อใส่สินค้าโชว์ ลูกค้าจะได้จินตนาการได้ว่า
เมื่อสินค้าชนิดนี้มาอยู่บนร่างกาย แล้วจะสวยขนาดไหน

บางที ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ถึงจะแสดงภาพใช้งานจริงได้ บางครั้งเราก็สามารถถ่ายได้สาธิตวิธีการใช้งานได้เลย

ข้อนี้ของการแสดงภาพการใช้งาน ก็เหมือนการรีวิวการใช้งานไปตัวด้วย ถือเป็นการดึงจุดเด่นของสินค้าออกมาให้ชัด

>> หลักการในข้อนี้ไม่ยากเลย คือ...
ดึงคุณสมบัติโดดเด่นออกมาให้หมด
ชูจุดเด่นของสินค้าคุณ ว่าจะให้ประโยชน์อะไรให้กับลูกค้าได้บ้าง ตอบสนองต่อลูกค้าอย่างไร
ในข้อนี้สินค้าเรามีคุณสมบัติอะไรโดดเด่นต้องงัดออกมาโชว์ให้หมด

เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน โชว์ผลลัพธ์ออกมาว่า โชว์หมูกรอบได้เหมือนใช้น้ำมันทอด
ดูน่ารับประทาน หรือลิปสติก ถ้าแสดงเป็นแท่ง กับแสดงกับลิปที่ถูกทาบนปากแล้ว
ก็จะให้ความรู้สึกแตกต่างกัน เป็นต้น

ซึ่งถ้าลึกไปกว่านี้ อาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีก
เช่น การใช้นายแบบ นางแบบที่คล้ายกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น

อนาคตอาจลองไปต่อยอดได้ในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้เพื่อเสริมพลังของภาพได้


ลองคิดดูว่า ถ้าพื้นหลังดี พร็อพดี สินค้าดี
แต่เลือกมุมในการนำเสนอที่ไม่ดี
ก็อาจเรียกได้ว่า จบกันได้เลย

เรื่องนี้จะช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อ
ถึงขนาดที่หลายแพลตฟอร์มซื้อขายต้องออกมาแนะนำ

เช่น Shopee ออกมาแนะนำว่า
“ควรถ่ายภาพสินค้า ในทุกมุมที่มี หรือถ่ายให้ครบทุกด้าน”

เนื่องจากมุมส่งผลได้แม้กระทั่งความรู้สึกของเราต่อสินค้านั้นได้เลย

ข้อดีอีกข้อของการเลือกมุมถ่ายภาพ คือ
สินค้าบางประเภท มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกัน เช่น รถยนต์ ถ่ายด้านหน้าอาจไม่เห็นความกว้างยาวของรถ ก็อาจต้องถ่ายในมุมอื่นๆ ที่ทำให้เห็นรูปทรงของรถได้ชัดเจนด้วย

>> ส่วนมุมพื้นฐานที่ใช้ในการถ่ายภาพคือ

- มุมด้านหน้าตรงกับสินค้า
มุมนี้จะช่วยทำให้สินค้าเราดูโดดเด่น เห็นรายละเอียด ดูมีมาตรฐาน เหมาะกับภาพที่ต้องโชว์สินค้าให้ดูเป็นทางการ เห็นรายละเอียดชัด

- มุม 45 องศา
มุมนี้จะช่วยทำให้สินค้าที่มีมุมหลากหลาย มีความโดดเด่น มีมิติมากขึ้นกว่าเดิม มุมนี้เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง

- มุมบนของสินค้า
มุมนี้จะทำให้เห็นสินค้า ในภาพรวมได้ง่ายขึ้น เหมาะกับสินค้าที่มีลักษณะแบน โชว์มิติความกว้างของสินค้า แต่ก็มีข้อเสีย เช่น สินค้าประเภทใส่กระปุก เช่น อาหารเสริม เพราะจะไม่เห็นรายละเอียดสินค้า
และความสูงของสินค้า

รู้จักมุมที่เป็นพื้นฐานแล้ว ในอนาคตอาจต่อยอดถ่ายภาพมุมอื่นๆ เช่น 85 องศา 30 องศาได้ เป็นต้น

ถ้าตัดสินใจเลือกมุมถ่ายไม่ได้ ก็ให้ถ่ายทุกมุม แล้วลงสินค้าแบบอัลบัม ซึ่งเราจะบอกในข้อถัดไป


แน่นอนว่า อุปกรณ์ถ่ายภาพแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน
อุปกรณ์จัดไฟถ่ายภาพ ก็มีราคาที่สูง

แต่ปัญหานี้ค่อยๆหายไปในยุคดิจิตอล
เพราะเราสามารถปรับแสงได้ ไม่ว่าจะมือถือ หรือคอมพิวเตอร์

>> ปรับแสง (Brightness)
การปรับแสงถือว่าช่วยได้มากในสินค้าหลายประเภท
เพราะทำให้สินค้ามีความโดดเด่นขึ้น ดูมืออาชีพขึ้น
แต่ระวังอย่าปรับให้สว่างมากจนเกินไป อาจทำให้ภาพเพี้ยน สีเพี้ยนได้

>> ปรับความคมชัด (Contrast)
ภาพบางภาพ ที่ถ่ายมาอาจไม่ชัด การปรับความคมชัด
ก็จะช่วยได้ในส่วนนี้ แต่ก็ต้องระวังอย่าปรับให้มากจนเกินไป เพราะภาพอาจดูแข็งกระด้างได้

>> ปรับสี (Saturation)
เรื่องปรับสีสำคัญมาก เพราะจะทำให้สินค้าดูสดใหม่
ยกตัวอย่างเช่น แซลมอน ก็ควรจะออกสีส้ม ก็อาจปรับให้ดูน่าทานขึ้น หรือเนื้อที่เป็นสีแดงก็อาจปรับให้ดูฉ่ำ สดใหม่ขึ้น แต่ถ้าปรับมากไปก็ต้องระวังว่าสีจะเพี้ยน

สำหรับหลักการที่เราอยากแนะนำก็คือ...
ไม่ว่าจะปรับแสง หรือสีอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรปรับให้สีเพี้ยน เพราะจะให้อารมณ์ความรู้สึก (Mood & Tone) ที่ต่างออกไป เช่น เนื้อวัวถ้าปรับให้สีแดงสดจนเกินไป แทนที่จะน่ากิน อาจดูเหมือนใส่สารปรุงสีได้ เป็นต้น

โดยทั้ง 3 สิ่งที่เราแนะนำเป็นเบื้องต้นนี้ สามารถปรับบนมือถือได้เลย

เนื่องจากสมาร์ทโฟนปัจจุบันสามารถปรับได้หมด
และถ้าอยากต่อยอดก็สามารถปรับใน Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆบนคอมพิวเตอร์ได้


ข้อนี้อาจเป็นอีกข้อที่สำคัญเกินคาด

อ้างอิงจากงานวิจัยของ E-Bay อีกเช่นเคย
ตามที่เราได้ระบุไปว่า รูปที่มีความชัดสินค้าจะน่าสนใจ น่าดึงดูด รวมถึงถูกซื้อไปมากกว่ารูปที่ไม่ชัดมาก

แต่รูปจะชัดแค่ไหน ก็ไม่สู้กับการลงรูปแบบอัลบัม และสไลด์

E-Bay บอกว่า การลงรูปแบบนี้จะช่วยให้ยอดสั่งซื้อสูงถึง 37.9% เมื่อเทียบกับรูปปกติ

หลักการนี้ ไม่ว่าจะขายบน Facebook, Lazada, Shopee ฯลฯ ก็อาจต้องลงภาพเป็นอัลบัม ดังนั้นการถ่ายภาพในหลายมุม

จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำภาพแบบอัลบัมด้วย

>> โดยหลักการของการลงรูปอัลบัมที่ดี คือ
ต้องเห็นรายละเอียดของสินค้าให้เยอะที่สุด

ดังนั้นอีกหลักการที่จะเข้ามาส่งเสริมข้อนี้ ที่เว็บไซต์ระดับโลกแนะนำก็คือ

“การซูมรายละเอียด” เรื่องนี้เราอาจไม่คิดว่าต้องทำ แต่เว็บไซต์ E-Commerce ทั่วโลก มักจะมีฟีเจอร์ให้เราได้ซูมขยายดูสินค้าในเชิงรายละเอียดได้

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ
ถ้าเรามีสินค้าเสื้อที่เนื้อผ้าดี
เราอาจซูมภาพเนื้อผ้าให้เห็นชัดๆ แล้วครอปออกมาวางไว้คู่กับรูปภาพสินค้าหลัก
เพื่อเอาจุดเด่นออกมา ให้ลูกค้าได้ประกอบการตัดสินใจ


อันที่จริงหลักการโดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ใส่คำโฆษณาลงบนภาพ

แต่ในบางกรณีก็สามารถใส่เข้าไปได้
เช่น เรากำลังจัดข้อเสนอใหม่ๆ ให้กับลูกค้า
หรือรายละเอียดที่เป็นจุดเด่นของสินค้าจริงๆ ก็ใส่เข้าไปได้

เช่น ข้อความ “เนื้อวากิวแท้นำเข้าจากญี่ปุ่น”
เพราะถ้าไม่ใส่เลย คนอาจแยกไม่ออกว่าเป็นเนื้อวัวจากที่ไหน

หรือถ้าเรากำลังมีโปรฯ ข้อเสนอพิเศษ เช่น สั่งเสื้อ 4 ตัว แถม 1 ตัว เราก็อาจใส่ลงไปบนภาพได้

หรือจะใส่ข้อความเชื้อเชิญ (Call to action) ก็ได้
เช่น “ซื้อตอนนี้ ส่งฟรี!” ก็จะช่วยดึงดูดได้มากขึ้น

หลักการของการใส่ข้อความลงไปบนภาพ คือ
- ต้องเป็นคำโฆษณาที่เป็นจุดขายจริงๆ
- ต้องไม่ทำให้รกภาพ

โดยเฉพาะเรื่องรกสำคัญ ถึงขนาดที่ เฟซบุ๊กมีกฎ ที่เรียกว่า “กฎ 20%”

กฎนี้คือ ไม่ควรให้ข้อความกินพื้นที่ 20% ของภาพบนเฟซบุ๊ก ที่ใช้โฆษณา

ไม่เช่นนั้น อาจไม่แสดงผล หรือแสดงผลได้น้อยลงจากที่ควรจะเป็น

กฎนี้เราสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับภาพสินค้า ได้ในหลายแพลตฟอร์ม

เพราะข้อดีคือ ภาพจะไม่รก ดูง่าย ไม่กลบความโดดเด่นของภาพ


แน่นอนว่า เราอายากให้เน้นเรื่องภาพเป็นหลักก่อน
เพราะการถ่ายวิดีโอ ก็มีหลักการเพิ่มเติมอีกมากมาย

แต่สำหรับสินค้าบางประเภท ที่เป็นภาพนิ่ง
อาจใช้วิดีโอเป็นตัวช่วยเสริมด้วยอีกทาง

ตัวอย่าง สินค้าประเภทจิวเวลรี่ แหวนเพชร
สินค้าชนิดนี้ความโดดเด่นอยู่ที่การเพชรต้องเล่นแสง
การถ่ายภาพเพชร จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

หากจะถ่ายแนะนำให้ ใช้แสงแดดธรรมชาติ หรือแสงไฟที่มีคุณภาพ เพื่อให้เพชรสะท้อนแสงได้ดีที่สุด และอาจใช้วิดีโอเป็นตัวช่วยเสริม
เพื่อให้ลูกค้าเห็นคุณสมบัติได้โดดเด่นยิ่งขึ้น

หรือจะนำภาพสินค้าเดิมที่มีอยู่ มาทำเป็นแบบวิดีโอสั้นๆก็ได้

เช่น การตัดภาพมานำเสนอเป็นโฆษณาวิดีโอสั้นบน Facebook ซึ่งก็เป็นวิธีที่หลายครั้งเฟซบุ๊กแนะนำด้วย

ดังนั้น ลองพิจารณาสินค้าของคุณดู
จะได้นำเสนอลูกค้าได้ครบถ้วนกระบวนการ

สำหรับหลักการที่จะแนะนำ ก็ไม่ต่างจากเรื่องภาพ
ไม่ว่าจะเป็น แสง สี เงา รายละเอียดความชัดเจนของวิดีโอก็ควรมีคุณภาพที่ดี โดยแนะนำให้เป็นระดับ SD ขึ้นไป

โดยปัจจุบันมาตรฐานวิดีโออยู่ในระดับ HD








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ