ต้องปรับอะไร บน Google Search Ads ให้ได้คะแนนสูง อันดับดี! | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




ต้องปรับอะไร บน Google Search Ads ให้ได้คะแนนสูง อันดับดี!

ต้องปรับอะไร บน Google Search Ads ให้ได้คะแนนสูง อันดับดี!

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-09-21 10:07:15

อยากขึ้นอันดับสูงๆ บน Google Search

ถ้าไม่เข้าใจเรื่องคะแนนคุณภาพ ก็จบทันที

โดยเราจะไม่เพียงแต่บอกว่ามันคืออะไร
แต่เราจะบอกว่า ทำอย่างไรให้ได้คุณภาพที่ดี

ที่เด็ดกว่านั้น เราจะมาเผยว่า คะแนนคุณภาพส่วนไหน

ถ้าทำให้ดีขึ้นแล้วจะมีผลกับโฆษณาเรา

พร้อมจัดหลายเทคนิคลับ! ที่คุณอาจไม่รู้

จะทำอย่างไรบ้าง?

มาดูกัน

----------------------------------------------

ขอเกริ่นสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักคะแนนคุณภาพ (Quality Score) Google จะให้คะแนนโฆษณาของคุณ ว่ามีคุณภาพมากน้อยเท่าใด

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้นั้นไม่แปลกเลย เพราะ Google ต้องการให้คนไว้วางใจใช้งาน Google ต่อไป

ต้องการให้คนค้นหาได้แต่ประสบการณ์ที่ดี ข้อมูลที่ตรงใจกับการค้นหาของผู้บริโภค Google จึงต้องให้คะแนนกับโฆษณาของเราด้วย

ทีมงานจึงจะมาไขให้กระจ่างขึ้น ว่าปรับส่วนไหน อย่างไร ให้ได้คะแนนคุณภาพ (Quality Score) ดีขึ้น
.
<< 1.ค่า Ads Relevance >>
.
Ads Relevance พูดง่ายๆ คือ โฆษณาเรามีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการหรือไม่

เช่น ถ้าเราเปิดร้านขายคอมพิวเตอร์ แต่คำโฆณาของเราเป็น
“อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คุณภาพสูง แบรนด์จากอเมริกา”

คำโฆษณานี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย
Google จะมองว่า โฆษณาของอาจมีความไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณจะนำเสนอ

เรื่องนี้หลักๆที่เราอยากแนะนำ คือ...
เมื่อเราซื้อคีย์เวิร์ดคำใด เราควรมีคำนั้นอยู่บน Text Ads ด้วย

เช่น ถ้าซื้อคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราก็ต้องใส่คำนี้ลงบน Text Ads

โดยเทคนิคหนึ่งที่เราอยากแนะนำคือ พิจารณาใส่ “Keyword insertion”

ซึ่งระบบจะเลือกคีย์เวิร์ดที่เราซื้อ ไปปรากฏบน Ads Text แบบอัตโนมัติ

นอกจากเรื่อง Text Ads ก็ยังมีเรื่อง Site link ที่นำไปสู่เว็บไซต์คุณด้วย ถ้าโฆษณาของคุณนำไปสู่ลิงค์ที่ไม่มีสินค้าที่คุณค้นหา

ดังเช่นตัวอย่างที่ยกไป ว่าค้นหาคอมพิวเตอร์

แต่ลิงค์ดันพาเราไปสู่หน้าเว็บที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆด้วย อาจทำให้ค่าความเกี่ยวข้องลดลง ซึ่งถ้าปรับปรุงข้อนี้ได้ จะมีผลต่อคะแนนข้ออื่นๆด้วย
.
<< 2.ค่า CTR (Click through rate) >>
.
ค่า CTR วัดจาก เวลาโฆษณาเราขึ้นแสดงผลแล้ว
มีคนกดคลิกโฆษณาเรามากหรือน้อยเท่าใด

เช่น สมมติโฆษณาเราขึ้น 100 ครั้ง มีคนกดคลิก 10 ครั้ง ค่า CTR = 10%

ค่า CTR ยิ่งสูง ยิ่งดี Google มองว่าคนสนใจเพราะมีคุณภาพ จึงบวกเป็นคะแนนคุณภาพให้ด้วย

โจทย์ข้อนี้ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้กลุ่มคนกดคลิกโฆษณาของเรา และควรเป็นคนที่สนใจสินค้าเราจริงๆด้วย เพื่อที่จะได้เกิด Conversion

ข้อนี้ทีมงานแนะนำว่าอาจพิจารณาปรับ Match Types Keywords เป็นอย่างแรกเลย

โดยไม่แนะนำให้ปรับ Keywords เป็นแบบ Board Match

แต่ให้ลองเลือกรูปแบบอื่นๆให้เหมาะกับพฤติกรรมการค้นหา
รวมไปถึงอย่าลืมทำ Negative Keywords ด้วย จะได้ช่วยกรองกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่ออกไป

เราอาจดู Keywords Planner ประกอบ
เอาไว้หาคำเฉพาะเจาะจงได้ ก็ต้องดูว่าคำนั้นมีคนค้นหาหรือไม่ด้วย ดูข้อมูลบน Average. monthly search ก็จะพอดูได้ว่าเราควรจะซื้อคำนั้นหรือไม่


ส่วนอีกวิธีคือ ทำให้ค่า CTR สูงขึ้นด้วย Text Ads
หากมีการปรับ Text Ads ดี จนน่าดึงดูดให้คลิก ค่า CTR ก็จะสูงขึ้น และอาจทำให้คะแนนในข้อ 1 ดีขึ้นได้ด้วย
.
<< 3.ค่า Landing Page Experience >>
.
ลองนึกดูว่า ถ้าโฆษณาดี คนสนใจคลิกมาดูเยอะ
แต่พอเข้าเว็บไปกลับโหลดช้า เว็บไซต์ใช้งานยาก

เจอแบบนี้เผลอๆลูกค้าจะกดออกได้ทันที
ถ้าเจอแบบนี้เยอะๆ ใครจะอยากใช้งาน Google?

Google จึงต้องนับเว็บไซต์เป็นคะแนนคุณภาพด้วย

**ซึ่งทีมงานพบว่า Landing Page มีผลต่อคะแนนคุณภาพมากที่สุด

เหตุผลเป็นเพราะการทำ Landing Page ให้มีคุณภาพนั้นทำยากที่สุด เนื่องจากมีปัจจัยมากมาย ในเรื่องการดีไซน์ ออกแบบเว็บไซต์มาร่วมด้วย

ดังนั้น เรื่องคะแนนคุณภาพ ส่วนหนึ่ง บรรดามืออาชีพจะ “เชือดเฉือน” กันที่ Landing Page

ส่วนเทคนิคง่ายๆสำหรับข้อนี้ คือ

- ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว สิ่งใดที่มีขนาดไฟล์สูง ไม่จำเป็นให้ตัดทิ้ง
- จัดเว็บให้เป็นระบบ เพราะ Google ชอบเว็บที่ใช้งานง่าย มี Site map ที่ชัดเจน ไม่รก
- ข้อมูลในเว็บไซต์ ต้องสัมพันธ์กับโฆษณาเรา มี Keywords ที่ใช้บนโฆษณา

ยกตัวอย่าง ที่พบเห็นได้บ่อยคือ ถ้ามีสินค้าหลายประเภท
ก็ต้องแยกหมวดหมู่ในเว็บไซต์ให้ชัดเจนอย่าเอามารวมกัน

ข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ ข้อมูลแสดงความเป็นตัวตน เช่นเบอร์ติดต่อ ก็ต้องทำให้สมบูรณ์ครบถ้วน เพราะบอทของ Google จะนับรวมๆกันเป็นคะแนนหมด

-----------------------------------------
.
<< ตัวอย่างค่าเฉลี่ย คะแนนคุณภาพ >>
.
สุดท้ายทีมงานได้รวบรวมคะแนนคุณภาพมาให้เป็นตัวอย่าง

ซึ่งทั้ง 3 ข้อที่กล่าวถึงทั้งหมดนั้น แม้ที่จริงจะเป็นตัวเลข

แต่ Google ไม่ได้เอาตัวเลขนั้นมาแสดงให้เราดู

โดย Google จะแสดงคะแนนในแต่ละข้อ ดังนี้...
- Below average (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย)
- Average (พอๆ กับค่าเฉลี่ย)
- Above average (สูงกว่าค่าเฉลี่ย)

แต่ทีมงานเราได้เก็บสถิติ และวิเคราะห์อย่างละเอียด
จนสามารถตีความออกมาเป็นตัวเลขได้
จึงขอยกเป็นตัวอย่าง ดังนี้...

ตัวอย่าง 1
CTR | Below average
Ad relevance | Above average
Landing Page | Below average
ค่า Quality Score = 3

ตัวอย่าง 2
CTR | Below average
Ad relevance | Below average
Landing Page | Above average
ค่า Quality Score = 5

ตัวอย่าง 3
CTR | Average
Ad relevance | Below average
Landing Page | Above average
ค่า Quality Score = 5

จะเห็นว่า คะแนนคุณภาพ ต้องอาศัยการคำนวณ
ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าคะแนนแต่ละหัวข้อ “ไม่เท่ากัน”

คะแนนของ Landing Page มีผลกว่าข้ออื่นๆเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้มีผลจนโดดเด่นแตกต่างจากตัวอื่นมากนัก

อย่างไรก็ตาม หวังจะพึ่งคะแนนสูงๆ จากข้อเดียว หรือสองข้อ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะเช่นกัน

-------------------------------------------------------

สุดท้ายแล้ว เราขอบอกคุณว่า
นอกจากวิธีการที่เราได้เล่าไปนั้น ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้คะแนนดีขึ้น

แต่ถ้าทำได้ตามที่เราได้บอกไปหลักๆในแต่ละข้อ
ก็จะสามารถเอาไปต่อยอดทำให้คะแนนคุณภาพสูงขึ้นได้

ถ้าคะแนนคุณภาพดี และใช้งบประมาณที่เหมาะสม

ค่าโฆษณาต่อคลิก ก็จะถูกลง

ทำโฆษณาบน Google Search อย่าลืมเรื่องคะแนนคุณภาพ
รับรองถ้าทำได้ดี โฆษณาคุณปังเหนือคู่แข่งแน่นอน









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ