5 สิ่งที่ต้องรีบเอาออก จาก Google Search Ads ก่อนสูญเงินเปล่า! | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




5 สิ่งที่ต้องรีบเอาออก จาก Google Search Ads ก่อนสูญเงินเปล่า!

5 สิ่งที่ต้องรีบเอาออก จาก Google Search Ads ก่อนสูญเงินเปล่า!

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-09-21 10:07:07

ทำโฆษณาบนกูเกิ้ล จะเผลอไม่ได้เด็ดขาด!

เราได้รวบรวมหลายปัญหา ที่คนทำ Ads พลาดบ่อย

รวมมาได้ 5 ข้อที่ คุณต้องลบเดี๋ยวนั้นถ้าเจอ
ไม่เช่นนั้น แคมเปญอาจไร้ผล สูญเงินโดยใช่เหตุ

จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน…

------------------------------------------------
.
1.คีย์เวิร์ดที่ไม่ใช่ ต้องเอาออก
.
เริ่มกันจากที่ข้อเบาๆ หลายคนอาจรู้ นั่นคือ การทำ “Negative Keywords”

สิ่งนี้เป็นข้อแรก ที่ต้องเอาออกจากโฆษณาเราให้เร็วที่สุด

เพราะทุกครั้งที่เราทำโฆษณาเราต้องทำ Keywords Match Type และ Negative Keywords ฯลฯ

เราจึงต้องมาดูว่าลูกค้าค้นหาคำไหนแล้วมาเจอโฆษณาเรา

บางครั้งเรามีสินค้า “รองเท้ากีฬาผู้ชาย” แต่คนที่เสิร์ชคำว่า “รองเท้าหนังผู้ชาย” อาจมาเจอโฆษณาของเราได้ ถ้าเราไม่จัดการคีย์เวิร์ดบนแคมเปญเรา Google จะเผยแพร่โฆษณาของเราให้คนสนใจรองเท้าทุกคนเท่าที่งบประมาณเรามี

แต่เผอิญถ้าเราดันไม่มีสินค้าที่เป็น “รองเท้าหนังผู้ชาย” เราก็ต้องเอาคำๆนี้ ใส่ในหมวดของ Negative Keywords การทำเช่นนี้ จะทำให้ Google รู้ว่า ในอนาคต ถ้ามีคนค้นหาด้วยคำว่ารองเท้าหนังผู้ชาย ทุกคนที่ค้นหาคำนี้ ก็จะไม่มาเจอโฆษณาของเราอีก

ซึ่งเราเข้าไปเช็คได้ที่ Search Term ของแคมเปญเรา ว่าคนเสิร์ชโฆษณาด้วยคำไหนที่เหนือความคาดคิดของเรา แล้วมาเจอโฆษณาเราหรือไม่ ถ้ามีก็เอาไปติดไว้ใน Negative Keywords ได้เลย

Google เผยเองว่า มีคำค้นหาใหม่ๆเพิ่มขึ้น 20% ทุกปี
ถ้าไม่เช็คเสมอ ไม่เอาคำที่ไม่ใช่ออกไป แคมเปญอาจพังได้เลย

------------------------------------------------
.
2.ไม่ต้องใส่กลุ่มเป้าหมาย หรือเอากลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่ออก
.
ไม่เพียงแต่เราจะทำแคมเปญโดยกำหนดคีย์เวิร์ด แต่เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ด้วย

แต่หารู้ไม่ ว่าปัญหาที่พบบ่อยของคนที่เริ่มทำโฆษณา คือการไปกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Audience)

อ่านไม่ผิด…
เพราะบางธุรกิจ จริงๆแล้วเราไม่ควรไปกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

อาจฟังดูแปลก
แต่เหตุผลเป็นเพราะ คนที่เสิร์ชหาสินค้าเรา อาจมีความตั้งใจเฉพาะเจาะจง ณ เวลานั้น

เช่น คุณแดงไม่เคยสนใจหน้าต่างไม้ แต่วันหนึ่งหน้าต่างบ้านพัง จึงต้องเปลี่ยนบานใหม่ ทำให้คุณแดงมาเสิร์ชบน Google เพื่อหาหน้าต่างบานใหม่

แต่คุณแดงไม่เคยเสิร์ชอะไรที่เกี่ยวกับหน้าต่างไม้มาก่อนหน้านั้นเลย ทำให้ก่อนหน้านั้น Google ไม่ได้จัดคุณแดงไว้ในหมวดหมู่ของคนที่สนใจหน้าต่างไม้ หรือตกแต่งบ้าน

ดังนั้นถ้าเปิดร้านหน้าต่างไม้ และกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่สนใจในเรื่องการแต่งบ้าน อาจทำให้มีโอกาสที่ทำให้คุณแดงไม่มาเจอโฆษณาของเราได้

แต่กรณีนี้ ก็มีข้อยกเว้นกับสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่จำกัดกลุ่มมากๆ (Niche Market)

เช่น โมเดล การ์ตูนญี่ปุ่น เราอาจกำหนด Audience หรือกลุ่มเป้าหมายนี้ขึ้นมาได้

เพราะคนเสิร์ชเรื่องพวกนี้ครั้งแรก อาจจะไม่รู้จักการ์ตูนตัวนั้นจนถึงขั้นซื้อโมเดล ถ้าโฆษณาไปปรากฏที่คนกลุ่มนั้น อาจทำให้ค่า CTR ต่ำ เพราะโอกาสคลิกเข้ามาในเว็บอาจน้อย

แต่กลุ่มเป้าหมายเราคือ คนที่รู้จักตัวการ์ตูนนั้นถึงขั้นซื้อโมเดล ซึ่ง Google จับพฤติกรรมได้แล้ว แบบนี้อาจพิจารณาใส่กลุ่มเป้าหมายได้ แต่ต้องเลือกให้ถูก

ซึ่งถ้าเป็นสินค้าปกติ โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ใส่กลุ่มเป้าหมาย
ถ้ามีอาจต้องพิจารณาว่าเอาออกดีหรือไม่

ทางที่ดี เบื้องต้นเราอาจเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นแบบสังเกตุการณ์ (Observe) จะดีกว่า เพราะจะเป็นการเก็บข้อมูลของผู้ที่ค้นหาโฆษณาแล้วมาเจอเรา ว่าคนๆนั้นสนใจอะไร แล้วเอาข้อมูลสถิตินั้นไปต่อยอดทำโฆษณาได้อีก

------------------------------------------------
.
3.เอาสิ่งที่ไม่จำเป็น บนหน้า Landing Page ออกไป
.
หลายคนอาจงงว่า แล้วเว็บไซต์เกี่ยวอะไรด้วย?
ต้องบอกเลยว่า เกี่ยวอย่างยิ่ง ข้อแรกเลย คือ ไม่มีเว็บไซต์คุณก็ทำโฆษณาบน Google ไม่ได้

และถ้ามีเว็บไซต์ Google เองก็ตรวจจับหน้าเว็บคุณด้วยว่ามีคุณภาพพอที่จะทำให้คนค้นหาเข้ามาได้ประสบการณ์ที่ดี หรือไม่ Google จึงต้องมีการให้คะแนนคุณภาพกับเว็บไซต์คุณ (Quality Score)

เช่น เว็บไซต์ต้องไม่โหลดช้า เว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ หรือมีคำหรือสินค้าที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ซื้อบนแคมเปญ

ข้อนี้หลายคนพลาด มาเยอะ เพราะพยายามตกแต่งให้เว็บไซต์ดูสวยที่สุด ซึ่งเว็บไซต์สวยไม่ผิด แต่ถ้าสวยแล้ว ดันรก หรือสวยแล้วดันทำให้โหลดช้า คะแนนคุณภาพก็จะต่ำลง ทำให้อันดับโฆษณาเราแย่ลงได้ และยังเสียเงินเยอะขึ้นด้วย

เพราะ Google ต้องการให้ผู้ค้นหาได้สิ่งที่มีคุณภาพที่สุด

ยิ่งคุณภาพต่ำ Google จึงต้องขอเก็บตังให้สูงขึ้น ถ้าอยากจ่ายน้อยลงก็ต้องทำให้คุณภาพดี

อีกข้อที่พบบ่อยมากคือ กำหนดหน้า Landing Page ไม่ตรงกับหน้าสินค้าที่โฆษณา

เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หากต้องการเน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นตู้เย็น อาจเราสามารถทำได้โดยการกำหนด Final URL ในระดับคีย์เวิร์ด ให้คนค้นหาคำว่า ตู้เย็นแล้วมาเจอลิงค์ที่มีแต่ผลิตภัณฑ์ตู้เย็นได้เลย

เพราะหลายคนมักกำหนดไปที่ Homepage หรือหน้าสินค้ารวม จึงต้องเปลี่ยนออกเป็นลิงค์ของสินค้าที่เราเน้นจะดีกว่า

------------------------------------------------
.
4.เอา Text Ads ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณออกไป
.
Text Ads หรือคำโฆษณา เป็นข้อความที่จะปรากฏขึ้นเวลามีคนค้นหามาเจอโฆษณาของเรา

ปัญหาที่พบบ่อย คือ การสื่อสารโดยใช้คำโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้า เราอาจมองว่า การทำ Text Ads ไม่มีกฎตายตัว ซึ่งก็จริงเพียงส่วนหนึ่ง

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีหลักการเลยซะทีเดียว

ปัญหาที่เราเจอบ่อยคือ ส่วนใหญ่คนจะเขียน Text Ads ว่ามีสินค้าอะไร แต่…
- ไม่บอกจุดเด่นของเรา
- ไม่มีข้อความ Call to action
- เคลียร์ไม่ชัดว่า เราเป็นใคร มีสินค้าอะไร
- ไม่วิ่งตามสถานการณ์

อย่าลืมว่าโฆษณาเราขึ้นควบคู่กับโฆษณาของคู่แข่งด้วย จึงต้องสร้างคำโฆษณาให้โดดเด่นที่สุด โดยปกติถ้าไม่ได้มีคนที่ไม่ได้ทำ Text Ads ตามที่กล่าวไป เรามักจะแนะนำปรับให้ดีที่สุด

แม้จะไม่มีหลักตายตัวเกี่ยวกับ Text Ads

แต่สำหรับทีมงานแล้ว ข้อสำคัญอยู่ที่ Call to action หรือการใส่ข้อความเชื้อเชิญ

มีสถิติว่า การใส่ Call to action อาจเพิ่มอัตราการคลิกโฆษณาสูงสุดได้ถึง 121% เพราะบางทีลูกค้าเจอโฆษณาของเรา แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

การใส่ Call to action เช่น “มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด จองวันนี้ - 31 สิงหาคมเท่านั้น” จะช่วยเพิ่มอัตราการคลิกโฆษณาของเราจากความสนใจที่แท้จริงได้

แม้ข้อความจะเล็กน้อย แต่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมาเยอะ
เรื่องนี้การันตีจากทีมงาน ที่ปรับ Text Ads เสมอ แล้วเห็นผล

------------------------------------------------
.
5.เอาคำที่ซื้อมาแล้วไม่เกี่ยวกับโฆษณาเราออกไป
.
ข้อนี้ต่างกับ Negative Keywords ตรงที่ เราอาจซื้อคีย์เวิร์ดหลายๆคำไปแล้ว แต่การซื้อนั้น ดันไม่คุ้มค่ากับเรา จึงต้องเอาออก

วิธีสังเกต เบื้องต้นอาจไปเช็ค ที่ Search Volume ซึ่งเป็นคำที่มีการค้นหาเกิดขึ้นจริงบน Google ซึ่งเราไปดูได้ใน Keywords Planner

แม้ Google เองแนะนำให้เอาคำที่มี Search Volume ต่ำออกไป

แต่… ทีมงานแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นทุกครั้ง

เพราะอีกปัจจัยที่เราต้องดู คือ “ความเกี่ยวข้อง”

ต่อให้มี Search Volume ต่ำ แต่ถ้าเป็นคำที่เกี่ยวกับ สินค้าเรา แบรนด์เรา เราก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่ถ้าจะเอาออก แนะนำให้เอา Search Volume ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจะดีกว่า

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อย เมื่อเราไปซื้อคีย์เวิร์ดของคู่แข่ง หรือคีย์เวิร์ดที่เราคิดว่าเกี่ยวกับสินค้าเราแต่จริงๆแล้วไม่เกี่ยว ทำให้ค่าคลิกสูง และไม่คุ้มค่ากับเรา

เคยมีกรณีศึกษา เต็นท์รถยนต์มือ 2 ที่ซื้อคีย์เวิร์ด เป็นชื่อรถยนต์ทุกยี่ห้อ แต่ปรากฏว่าที่เต็นท์ไม่มีรถยนต์ทุกยี่ห้อ

เจ้าของเต็นท์รถเริ่มทำโฆษณาเอง และมองว่าต่อให้คนค้นหายี่ห้อ BMW แต่เมื่อเขาเข้ามาดูสินค้าในเว็บไซต์ อาจมีโอกาสเปลี่ยนใจมาซื้อรถเบนซ์ที่เขามีก็ได้ จึงหาทุกโอกาสให้ได้ลูกค้า แต่พอทำโฆษณาไป ผลปรากฏว่าไม่คุ้ม...

ดังนั้นการทำโฆษณาบน Google Search ไม่ได้แปลว่า หาให้ลูกค้าให้ได้มากๆ

แต่เป็นการหาลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ต้องอาศัยประสบการณ์ และเก็บสถิติ ที่แม่นยำ

เพื่อซื้อคีย์เวิร์ดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีคุณภาพเข้ามาให้ดีที่สุด จะดีกว่า

จึงจะเรียกได้ว่า ทำโฆษณาแบบคุ้มค่าที่แท้จริง

--------------------------------------------------------------------

5 ข้อนี้ เป็นข้อที่หลายคนเจอ ทั้งมือใหม่ มือเก๋าก็อาจเผลอได้

หากเราหมั่นสำรวจบ่อยๆ ว่าแคมเปญเรามีคุณภาพหรือไม่

และสร้างแคมเปญให้ถูก และวัดผลให้เป็น เก็บสถิติให้ชัด

รวมถึงลบสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกจากแคมเปญ

เท่านี้โฆษณาของเราก็จะมีคุณภาพ เรื่องความคุ้มค่าก็ไม่ไกลตัวอีกต่อไป









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ