เสียงแบบไหน "ที่สะกดใจคน" เรื่องที่คนทำโฆษณาต้องรู้ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




เสียงแบบไหน

เสียงแบบไหน "ที่สะกดใจคน" เรื่องที่คนทำโฆษณาต้องรู้

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-08-24 12:02:33

เสียงทำให้คนหัวเราะ ร้องไห้ โกรธ เกลียด ได้

เพียงแค่เสียง มีผลถึงขนาดกำไรของธุรกิจได้เลย

---

เสียงจึงสำคัญกว่าที่คิด

ยิ่งสมัยนี้ ที่การทำโฆษณาบนยูทูป เฟซบุ๊ก มาแรง
ก็ต้องยิ่งเข้าใจพฤติกรรมคน

เรามีตัวอย่างมากมาย จากงานวิจัย ประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน รวมถึงตัวอย่างที่น่าสนใจ มาให้คุณดู

ทั้งนี้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้เป็นไอเดียประกอบคลิปวิดีโอ บน Youtube, Facebook ฯลฯ ได้

โดยเราจะแบ่งออกเป็น
- เสียงดนตรี
- เสียงพูด
- เสียงเอฟเฟค
- ไม่มีเสียง

 

เชื่อไหมว่าเสียงดนตรี และเพลงมีผลต่อแม้กระทั่งความคิด และอุดมการณ์ของคน

ถ้ามุมโฆษณา มันส่งผลถึงอารมณ์ และการจดจำแบรนด์ รวมถึงการตัดสินใจซื้อได้เล

มีผลวิจัยจาก University of the Basque Country
ที่ให้คน 540 อายุระหว่าง 16-65 ปี มาลองดูโฆษณาน้ำแร่ยี่ห้อหนึ่ง

โดยวิดีโอโฆษณาเป็นตัวเดียวกัน แต่ใช้เสียงดนตรีต่างกัน

แบบที่หนึ่ง คือ ไม่มีเสียงเลย
แบบที่สอง คือ เป็นเสียงดนตรีที่ทำขึ้นมาใหม่
ที่ไม่มีคนร้อง
แบบที่สาม คือ เสียงเพลง What a wonderful World ของ Louis Armstrong

ปรากฏเสียงที่คนจำได้มากสุด คือเสียงเพลง What a wonderful World

แม้ว่าเสียงดนตรีที่ทำขึ้นมาใหม่ จะไพเราะ ก็ยังสู้เสียงเพลงของ Louis Armstong ไม่ได้

เรื่องนี้ จึงมีข้อสรุปในเบื้องต้นว่า
เสียงเพลงที่เราคุ้นหู เป็นเสียงที่มีคนชอบ และจดจำบนโฆษณาได้มากที่สุด

เพราะแม้เราจะลืมเพลงนั้นไปแล้ว แต่สมองจะจำได้ในจิตไร้สำนึกอย่างน่ามหัศจรรย์

แต่ถ้าเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ แล้วอยากให้คนจำได้โจทย์ใหญ่ที่สุด คือต้องทำให้ “ติดหู”

การติดหูเองก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นเรื่องของการเรียบเรียงเพลง ซึ่งถ้าเราแต่งได้แบบนั้น ก็อาจใส่ข้อมูลของสินค้าเราเข้าไปได้
เช่น โฆษณาสมัยนี้ คือ แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร

ซึ่งพอเพลงติดหูเช่นกัน ก็อาจส่งผลถึงขั้นตัดสินใจซื้อได้เลย

ถ้าหากเป็นเสียงเพลงที่ทำขึ้นมาใหม่ ก็มีหลายวิธีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

แต่ที่ง่ายที่สุดคือ เพลงนั้นต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมนั้นๆด้วย

มีกรณีศึกษา การตลาดแบบเจาะวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น (Localized) คือโฆษณาของเนสกาแฟ ที่ใช้เพลงวัดใจ ของซิลลีฟฟูลส์

โดยเอาเพลงมาทำเป็นภาษาต่างๆ 4 ภาค ในไทย
ทำให้คนแต่ละภาคเข้าถึงโฆษณาตัวนี้ และรู้สึกจับต้องได้ในเชิงความรู้สึก

ผลปรากฏคือ โฆษณาตัวนี้บน Youtube ประสบความสำเร็จมาก

มีคนดูในยูทูปรวมทุกคลิปเกือบ 40 ล้านวิว ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง

--

นอกจากนั้น เครื่องดนตรีที่จะเลือกใช้ ก็มีผลเช่นกัน

เสียงเบส กลอง และเสียงประกอบจังหวะอื่นๆ ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนกลาง
ซึ่งจะกระตุ้นการหายใจ การเต้นของหัวใจ สร้างอารมณ์ในเชิงตื่นตัวได
ส่วนเสียงเครื่องสายก็จะกระตุ้นสมองส่วนแสดงอารมณ์ ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ต่างๆได้

เรื่องนี้เห็นชัด คือ โฆษณาสุดซึ้ง ของไทยประกันชีวิต เชื่อว่าหลายคนจำได้

คือ “ปู่ชิว” ทั้งโฆษณา จุดเด่นคือ การใช้เครื่องสาย หรือเอ้อหู หรือ ซอจีน

ทำให้เมื่อเพลงของปู่ชิวบรรเลงขึ้นมา คนดูโฆษณาก็รู้สึกซึ้งไปกับเครื่องดนตรีนี้ได้ทันที

แต่ทั้งนี้ ต้องบอกว่าจะใช้เพลงสร้างความรู้สึกอะไร ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องตัวโน๊ต จังหวะ ฯลฯ

รวมถึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การทำโฆษณา และกลุ่มเป้าหมายด้วยที่ต้องสอดคล้องกันด้วย

แต่ที่ผู้ประกอบการเอาไปทำได้เลย ในกรณีที่ยังไม่ต้องการสร้างดนตรีประกอบโฆษณา คือ การใช้วิธีการซื้อ หรือหาเสียงที่มีให้ดาวโหลดฟรี ตามเว็บไซต์

ซึ่งอาจดูจาก Mood & Tone หรืออารมณ์ ความรู้สึก ที่อยากประกอบในโฆษณาด้วย

ในหลายเว็บไซต์ที่ปล่อยให้โหลดดนตรีฟรีมาทำโฆษณา ก็จะมีกำกับหมวดหมู่

รวมถึงกำกับความรู้สึกของเพลงนั้นด้วย เช่น ดนตรีแบบ Inspire หรือสร้างกำลังใจ

จะเป็นดนตรีที่ให้ความรู้สึก มีความหวัง ให้กำลังใจให้เดินหน้าต่อ เป็นต้น

ลองหาหมวดหมู่ และอารมณ์ที่เราอยากให้เป็นมาประกอบโฆษณา ในเบื้องต้นก่อน

รับรองว่าจะช่วยได้เยอะ และหากผลตอบรับดี ก็ค่อยเพิ่มระดับการสื่อสารด้วยเพลง
หรือดนตรีใหม่ๆเข้าไป



แม้หลักการใช้เสียงพูดมีมากมาย นับไม่ถ้วน

แต่หลักการหนึ่งที่หลายคนยอมรับว่าดีที่สุด คือ
การทำให้เกิด “Emotional Connection”

Emotional Connection คือ การพูดที่ทำให้คนฟัง สัมผัสคำพูดของเรา

ไม่ว่าจะน้ำเสียง อารมณ์ ถ้อยคำ จนเกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้ฟัง

ดั่งที่เราได้เกริ่นนำเรื่อง วีระ ธีรภัทร ไป เพราะมีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ ถ้อยคำการสื่อสาร ที่เข้าถึงอารมณ์ เร้าใจ มีการเชื่อมต่อทางอารมณ์กับคนฟังได้

ทำให้โดนใจผู้ฟัง จนกลายเป็น King of wave ของไทย โดยเป็นฉายาที่นิตยสาร Time ตั้งให้ และทุกครั้งที่เสียงของ วีระ ธีรภัทร ไปปรากฏบนโฆษณา คนก็จดจำได้ชัดเจน

เรื่อง Emotional Connection มีงานวิจัยจาก เกร๊ก สตีเฟน นักสื่อสาร ที่บอกว่า

การทำงานของสมองของผู้ฟัง กับผู้พูด สอดคล้องกัน ในหลายส่วนอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยถ้าผู้พูดเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง การทำงานของสมองก็จะไม่สอดคล้องกัน

ทำให้การพูดเป็นศาสตร์หนึ่ง ที่ใช้โน้มน้าวใจ สร้างความเชื่อ ฯลฯ และค่อนข้างสำคัญบนโฆษณามาก

ยังมีวิจัยทางจิตวิทยาที่บอกอีกว่า
เสียงพูดบนโฆษณาที่ดูน่าเชื่อถือ คือเสียงที่เสียงที่มีช่วงวัย ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราอยากสื่อสาร

เช่น เจาะกลุ่มเป้าหมาย อายุ 18-30 ก็ควรใช้เสียงพูดในวัยนั้น

ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไป เพราะมีศาสตร์อีกมากมายในเรื่องนี้ เพราะองค์ประกอบอื่นๆก็สำคั

ส่วนน้ำเสียงในการพูดนั้น
นักพากย์โฆษณาชื่อดัง อย่าง คุณดาร์ท ธนทร ศิริรักษ์ บอกว่า

“การพากย์โฆษณาที่ดี ต้องรู้จักวิธีการพูดให้เสียงมี Dynamic และใส่อารมณ์ลงบนเสียงด้วย”

ถ้าพูดกันง่ายๆ Dynamic คือความหนักเบาของเสียง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เสียงของ เบลล์ ขอบสนาม

ที่เราแนะนำให้ไปดู เพราะจะเห็นความชัดของคำว่า Dynamic ซึ่งคุณเบลล์ ให้ความสำคัญมาก

ถ้าใครไปหาฟังดู ก็จะพบว่าความหนักเบา และอารมณ์เสียงเขาอยู่ในขั้น “สุดโต่ง”

เพราะเขาเน้นอารมณ์ความมันส์ ความสนุก ในการพากย์ไฮไลท์ฟุตบอล คนฟังก็เร้าใจ สนุกสนานไปในตัวด้วย

ส่วนโทนเสียงที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การทำโฆษณา ไม่ตายตัวเช่นกัน

แต่ตัวอย่างที่เราจะเห็นได้ชัดคือในระดับพื้นฐาน คือ
เสียงโทนสูง พูดเร็ว - ให้ความรู้สึกร่าเริง
เสียงโทนสูง พูดอย่างช้าๆ - ให้ความรู้สึก สบายใจ
เสียงโทนต่ำ พูดเร็ว - ให้ความรู้สึกจริงจัง
เสียงโทนต่ำ พูดอย่างช้าๆ - ให้ความรู้สึกถึงสมาธิ ความตั้งใจ

เช่น โฆษณาน้ำแร่ยี่ห้อหนึ่งของ นิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงรุ่นเก๋า ที่มีเสียงนุ่ม ลึก สุขนุม

โฆษณานี้ ก็ใช้เสียงพูดแบบโทนต่ำ ช้าๆ ซึ่งสอดคล้องกับวิดีโอ ที่ฉากประกอบอยู่บนภูเขาที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ มีแต่ความสงบ เสียงของนิรุตติ์ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกสัมผัสได้ถึงความสงบเข้าไปเพิ่มด้วย

หลักที่เราแนะนำมานี้อาจเป็นหลักกว้างๆ ให้เป็นพื้นฐานให้ลองเอาไปปรับใช้ได้

เพราะการปรับใช้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเล่าอะไร จะเพิ่ม หรือลดอะไร บนเสียงพูดนั้น

ส่วนสิ่งที่ผู้ประกอบการเอาไปใช้ได้ทันที คือ
การที่เข้าใจว่า คนยุคนี้ มี Attention Span หรือการจดจ่อในการฟังลดลง

หลักการพูดที่ดีในสมัยนี้ จึงควรเป็น การพูดที่ย่อยง่าย มุ่งตรงไปยังใจความสำคัญทันที

เป็นเรื่องที่ดูเหมือนเล็ก แต่สำคัญ และเอาเข้าจริง ไม่ได้ทำง่ายๆ

เพราะสมัยนี้ พูด 2-3 ประโยค แล้วไม่น่าสนใจ คนกดออกจากคลิปโฆษณาเราได้ทันที

องค์ประกอบสำคัญอีกอย่าง
ควรเป็น Call to Action หรือการ พูดเพื่อเชิญทำอะไรบางอย่าง โฆษณาบนวิดีโอ จำเป็นต้องตระหนักเรื่องนี้ทุกครั้ง เพราะในทางโฆษณาถือว่ามีผลมาก

เช่น “รถเสีย! ใครซ่อมไม่ได้ เราซ่อมได้ หากสนใจ ติดต่อได้ที่…” เป็นต้น

ทั้งหมดเหมือนจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาแล้วในหลายโฆษณา



เสียงซาวด์เอฟเฟค เช่นเสียง ระฆัง กระดิ่ง เสียงไซเรน

Julian Treasure ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง และการพูด
ได้พูดในไว้ใน Ted Talks ว่า เสียงเปรียบเสมือน “ตัวแทน” ของความรู้สึก

เช่น เสียงนกร้อง ให้ความรู้สึก ปลอดภัย สงบ สบายใจ

หรือเสียงของพลุเบาๆ ในวิดีโอ จะทำให้เรารู้สึกถึงความรัก ความทรงจำ

สำหรับ วงการโฆษณามักใช้เสียงประกอบดึงความสนใจของผู้ฟัง หรือเสริมอารมณ์ ความรู้สึกบนโฆษณา

เช่น เสียงนาฬิกาปลุก เสียงกระดิ่ง เสียงระฆัง เสียงกริ่ง เสียงน้ำตก เสียงนกร้อง

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ โฆษณาของ Spotify แอพฯ ฟังเพลง ที่บรรเลงเพลงขึ้นมาก่อน
แล้วใส่ซาวด์เอฟเฟคเป็นเสียงสัญญาณที่ขาด

เพราะโฆษณาต้องการบอกว่า หากต้องออกเที่ยว เพื่อหนีความวุ่นวายในเมือง แล้วต้องการฟังเพลง อาจพบว่าสัญญาขาด ไม่สามารถฟังเพลงที่ชอบได้

เสียงสัญญาณขาด ดึงความสนใจคนฟังได้พอสมควร ซึ่งหลังจากนั้น Spotify ก็มีข้อความ Call to action โดยการบอกให้ “สมัคร Premium เพื่อดาวโหลดเพลงได้” ไม่ต้องห่วงเรื่องสัญญาณขาดอีกต่อไป

กรณีของ Spotify คือการใช้ซาวด์เอฟเฟค เพื่อกระตุ้นความสนใจ ซึ่งนำไปสู่การปิดการขายได้เลย

แต่การเลือกเสียงต่างๆในการประกอบคลิปวิดีโอ ต้องรอบคอบพอสมควร

เพราะการใช้เสียงประกอบ ที่ไม่ละเอียดพอ อาจสร้างความรำคาญได้

มีการวิจัยถึงเสียงประกอบที่คนเราชอบ/ไม่ชอบ
จากหนังสือของ Susan M, Weinschenk มาให้ดูเป็นตัวอย่าง

เช่น เสียงกริ่ง ควรจะอยู่ในระดับต่ำ ถึงปานกลางก็พอ
ถ้าดังมากไปกว่านี้ ผู้ฟังอาจเกิดความรำคาญ กดข้าม โฆษณาของเราได้

หรือเสียงไซเรน ที่เรียกความสนใจได้ดีมาก ถ้าดังจนเกินไปคนก็อาจรำคาญ คนอาจจะเข้าใจผิดในเวลาขับรถ คิดว่ารถพยาบาลกำลังมา สร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีกับผู้ฟัง

สิ่งที่ผู้ประกอบการเอาไปใช้ได้ทันที คือ การเอา Sound Effect เหล่านี้ มาเน้นในจังหวะสำคัญของโฆษณา เช่น โฆษณาเชียร์ฟุตบอลของทีมชาติไทย

บางครั้งก็เปิดโฆษณาพร้อมกับเสียงเฮ เสียงเชียร์ เพื่อกระตุ้นความสนใจ และกระตุ้นการตัดสินใจให้ชมฟุตบอล

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า อย่าลืมวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณาด้วย เพราะเราต้องออกแบบให้สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกในการสื่อสารด้วย

หากใช้เอฟเฟคได้ตรงกับวัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมาย เสียงนี้ก็จะมีพลังให้โฆษณาคุณแบบที่อาจคาดไม่ถึง

ซึ่งเสียงเหล่านี้ก็มีให้ดาวโหลดได้ฟรีจากหลายแหล่ง
ลองไปหาดูกันได้เลย



เรากำลังพูดเรื่องเสียง แต่ทำไมถึงกล่าวถึง การไม่มีเสียง?

เพราะในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมคนสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก

มีการดูโฆษณาแบบไร้เสียงเพราะปิดเสียงมือถือ
หรือมีคนทำโฆษณาแบบไร้เสียงเยอะขึ้น

การที่โฆษณาไม่มีเสียง เกิดได้จาก ทั้งจากความตั้งใจ และความไม่ตั้งใจ

- ความตั้งใจ
เราจะเห็นได้ในโฆษณาบางตัว ที่พูดเสร็จแล้วเงียบเว้นจังหวะนานกว่าปกติ

นักโฆษณาใช้จังหวะนี้ในการทำให้ผู้ฟังลุ้น ว่าจะพูดอะไรต่อ หรือใช้เพื่อสร้างความรู้สึกถึงความสงบ เป็นต้น

ในระยะหลัง เราจะเห็นโฆษณาไร้เสียงบนยูทูปมากขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง

เป็นเพราะ โฆษณาบนยูทูปจะขึ้นขั้นระหว่างที่เราเล่นวิดีโอหลัก ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า คลิปที่คนดูบนยูทูป คือคลิปที่เลือกดูได้เอง แต่คลิปโฆษณาที่แทรกเข้าไป ยูทูปเป็นผู้เลือกให้ดู

ผู้ทำโฆษณาไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ผู้ที่กำลังเล่นวิดีโอ ดูคลิปอะไร หรือกำลังเจอเสียงแบบไหนอยู

เช่น ถ้าคนกำลังดูคลิปสนุกสนานอยู่ แต่โฆษณาเราดันมีเสียงที่ให้อารมณ์อื่น คนดูคลิปอาจเกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีกับแบรนด์เราได้

แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นข้อถกเถียงว่า
วิธีนี้ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำกัน ส่วนใหญ่คนก็ยังคงเชื่อมั่นใจเสียงที่ใส่เข้าไปอยู่

- ส่วนความไม่ตั้งใจ
ความไม่ตั้งใจ เกิดจากตัวของผู้ดูโฆษณาเอง
ไม่ใช่ผู้ผลิตโฆษณา

เนื่องจากมีข้อมูลพฤติกรรมของคนสมัยนี้ 85% ดูคลิปวิดีโอ บนเฟซบุ๊ก แล้วไม่เปิดเสียง

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเฟซบุ๊ก เล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติบนหน้าฟีดนิวส์ จึงมีคนปิดเสียงเยอะขึ้น เพราะกลัวคลิปจะเล่นอัตโนมัติแล้วเกิดเสียงดังรบกวน

ยุคนี้ เราจึงต้องปรับโฆษณา รับมือกับพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปด้วย

ถ้าไม่เปิดเสียงแล้ว จะรับสารอย่างไร?

ทีมงานเรามีข้อสรุปว่า เราอาจต้องแก้ปัญหานี้ โดยใส่ซับไตเติ้ล โดยเฉพาะบนเฟซบุ๊ก

แม้ว่าวิดีโอของเรา จะมีเสียงเพลงที่ไพเราะขนาดไหนก็ควรใส่

นอกจากนั้นยังมีผลสำรวจว่า
หากเราเลื่อนผ่านนิวส์ฟีดหน้าแรกบนเฟซบุ๊ก แล้วพบวิดีโอที่มีซับไตเติ้

แล้วถ้าเราดูคลิปนั้นต่อภายใน 13 วินาที เราจะดูคลิปนั้นจนจบ ถึง 91%

ส่วนถ้าไม่มีซับไตเติ้ล คนจะดูคลิปนั้นต่อจนจบเพียง 66%

และยังพบอีกว่า หากมีซับไตเติ้ล อัตราการแชร์อาจเพิ่มขึ้นได้สูงไปอีก 15%

นอกจากเรื่องซับไตเติ้ลแล้ว เรายังแนะนำให้ใส่ทำสื่อโดยสื่อสารให้ชัดเจน ตรงประเด็นขึ้น

เพราะในยุคนี้ ลูกเล่นถ้าไม่เด็ดจริง เมื่อคนดูจบแล้วต้องตีความ อาจทำให้คนเลิกสนใจ

การสื่อสารจึงต้องตรงประเด็น และใส่ข้อความ หรือเอฟเฟค Call to action หรือการเชื้อเชิญเข้าไปบนวิดีโอโฆษณาเสมอด้วย



ต้องบอกว่า ทั้งยูทูป และเฟซบุ๊ก มีเครื่องมือวัดผล
ที่ทำให้เราดูได้ว่า คนออกจากคลิปของเรา หรือกดข้ามเมื่อไร

ถ้าบนเฟซบุ๊ก เราสามารถเข้าไปดูได้ง่ายๆใน ตัวจัดการโฆษณา และบน Creator Studio

ซึ่งจะมีกราฟให้เราดูว่า คนกดออกจากคลิปเรา เวลาไหน

หรือบนยูทูป เราสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าแคมเปญของ Google Ads (ทำโฆษณาบนยูทูป ต้องทำกับ Google)

การที่เราจะรู้ว่าโฆษณาเราเสียงได้ผลไหม คือการวัดผลจากการ Track

โดยทั้งเฟซบุ๊ก และยูทูป เราสามารถเข้าไป Track หรือมาร์กจุดสำคัญบนวิดีโอไว้

แล้วมาดูกันว่า ช่วงที่เป็นจุดสำคัญนั้น คนดูคลิปเราถึงตรงนั้นไหม หรือปิดคลิปไปก่อน

ซึ่งถ้าเราเน้นเรื่องเสียง เราอาจ Track ในช่วงเสียงนั้นก็ได้

เพราะบางคลิป มีเสียงเอฟเฟคที่ไม่มั่นใจว่าใช้แล้วดีไหม เช่น เสียงกริ่ง ก็ Track ดูว่าคนกดออกในช่วงนั้นหรือไม่

ซึ่งเราแนะนำว่าให้ Track ไว้ในวินาทีต่างๆ บนคลิปให้ตรงกับวัตถุประสงค

-ติด Track ในวินาทีที่โลโก้ขึ้น เพื่อดูว่าคนเห็นโลโก้เรามากน้อยแค่ไหน
-ติด Track ในวินาทีที่สินค้าเราขึ้นแสดง เพื่อดูว่าคนเห็นสินค้าเรามากน้อยแค่ไหน
-ติด Track ในช่วงที่คนกดออก เพื่อดูว่าคนกดออก หรือกดข้ามโฆษณา เราในวินาทีไหน แล้วเกี่ยวกับการใช้เสียงหรือไม่

เป็นต้น

การติด Track ไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับเราจะกำหนด
เช่น ถ้าสร้างเพื่อให้เกิด Brand Awareness เราก็ Track ในวินาทีที่โลโก้ขึ้นบนคลิปเป็นต้นได้

ซึ่งเราสามารถเอาการวัดผลเหล่านี้ มาใช้ได้กับภาพ เอฟเฟค และเสียง และอื่นๆ ได้ทั้งหมด ตามแต่เราจะกำหนด








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ