มีแต่คนไลค์ ไม่มีคนซื้อ กับทางแก้ที่คุณทำได้ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




มีแต่คนไลค์ ไม่มีคนซื้อ กับทางแก้ที่คุณทำได้

มีแต่คนไลค์ ไม่มีคนซื้อ กับทางแก้ที่คุณทำได้

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-08-10 10:08:31

เมื่อ “คนไลค์” ไม่เท่ากับ “คนซื้อ” เราจะแนะนำเทคนิคแก้ให้

ถ้าได้ลองแก้ อาจเห็นผลได้ทันตา

มาดูปัญหานี้เกิดจากอะไร?

จะแก้อย่างไร?

มาดูกัน...

----------------------------------------------------------
.
<<< สาเหตุเกิดจากอะไร? >>>
.
สาเหตุในเรื่องนี้เกิดได้จากหลายปัจจัย แต่หลักๆ มักจะพลาดจาก “การตั้งค่าโฆษณา” ที่ผิดวิธี

มือใหม่หลายคนมักเข้าไปกดปุ่มโปรโมทโพสต์ บนโพสต์ที่ต้องการโฆษณา

ซึ่งการเข้าไปตั้งค่าตรงนั้น โดยส่วนใหญ่เฟซบุ๊ก มักจะให้ตัวเลือกในการโฆษณาลำดับแรกเป็น “การเข้าถึงเป้าหมายแบบ Engagement”

แต่ประเด็นคือ การเข้าถึงแบบ Engagement นั้นไม่เหมาะต่อการขายของ

เพราะอะไร?
เพราะ Engagement คือการมีส่วนร่วมกับโพสต์ ซึ่งเฟซบุ๊กจะสุ่มโฆษณาของเราไปแสดงผลต่อกลุ่มเป้าหมาย ที่มีแนวโน้มจะกดไลค์โพสต์ของเราเท่านั้น

แต่ปัญหาคือ
มีสถิติว่า 90 % ส่วนใหญ่ผู้ที่ต้องการซื้อของ มักจะไม่เสียเวลามาไลค์ แต่จะเข้าไปดูข้อมูลสำหรับการซื้อขายทีเดียวเลย ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจากทีมงานเรา และจากทั่วโลกเช่นกัน

ดังนั้น คนกดไลค์ ไม่เท่ากับ คนซื้อ เสมอไป

นอกจากสาเหตุที่เกิดจากตั้งค่าโฆษณาแบบ Engagement
ยังอาจเกิดจากเรื่องการสื่อสารในโฆษณาเราได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อรู้ว่าปัญหาหลักๆ เกิดจากอะไรแล้ว เราจะมาดูวิธีแก้กัน

-----------------------------------------------------
.
<<< วิธีแก้ปัญหา ให้มียอดขายจากโฆษณา >>>
.
1.เลือกตั้งค่าโฆษณา ให้ถูกวัตถุประสงค์
.
ก่อนทำโฆษณา เฟซบุ๊กจะให้เราเลือกวัตถุประสงค์ก่อนเสมอ
ซึ่งการทำโฆษณา อาจไม่ควรไปกดปุ่มโปรโมทโพสต์ บนโพสต์นั้น

แต่ควรสร้างบัญชีโฆษณา และเข้าไปจัดการใน “Ads Manager”

ซึ่งในนั้นจะมีตัวเลือกวัตถุประสงค์ให้เยอะกว่า

โดยหลักๆ ที่เราอยากแนะนำในพื้นฐานเพื่อสร้างยอดขาย

คือ

- โฆษณาแบบ Traffic คือ โฆษณาโดยมุ่งเน้นให้คนเห็นโฆษณาเข้าเว็บไซต์เรา

- โฆษณาแบบ Message คือ โฆษณาที่จะกระตุ้นให้คนทักแชท หรือส่งข้อความไปปรากฏบนแชทลูกค้า

- โฆษณาแบบ Conversion คือ โฆษณาโดยหวังให้กลุ่มเป้าหมายดำเนินการบางอย่างตามที่เรากำหนด

- โฆษณาแบบ Catalog Sale คือ โฆษณาเพื่อเชื่อมไปยังเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีระบบขายสินค้า

- โฆษณาแบบ Store Visit คือ โฆษณาที่มุ่งเน้นให้คนมาร้านค้าบนโลกออฟไลน์

วัตถุประสงค์ในการทำโฆษณาทั้งหมดที่กล่าวมาจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้

ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น ประเภทธุรกิจ รูปแบบการขาย ซึ่งมาดูต่อในข้อต่อไปได้เลย
.
2.สำรวจสินค้าของตัวเอง จะทำให้เรารู้ว่า เราควรทำโฆษณาแบบไหน
.
เพราะต้องอย่าลืมธุรกิจแต่ละประเภท มีรายละเอียดสินค้า/บริการ และการใช้งานที่แตกต่างกัน

โดยเบื้องต้น เราอาจดูได้จาก 3 ประเด็น ดังนี้
.
::: กรณีเป็นสินค้าที่มีรายละเอียดเยอะ:::
.
สินค้า/บริการ ที่ซับซ้อน ผู้ซื้อส่วนใหญ่มักต้องหาข้อมูลก่อน เช่น บริการออกแบบ บริการติดตั้งต่างๆ
สินค้า/บริการ เหล่านี้ อาจต้องมีเว็บไซต์ ที่แนะนำรายละเอียดสินค้า/บริการ หรือช่องทางติดต่อเพื่อสอบถามก่อนที่จะขาย

ซึ่งเราอาจเลือกวิธีการ Traffic, Message
หรือจะกำหนด Conversion เป็นการลงทะเบียนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อขาย ก็ได้เช่นกัน
.
::: กรณีเป็นสินค้าที่ซื้อขายง่าย :::
.
สินค้าที่ซื้อง่าย ขายคล่อง เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ใช้ในบ้าน หรือที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่รายละเอียดไม่มาก

เราอาจใช้วิธีการ Message, Conversion หรือ Catalog Sale ได้

เพราะส่วนลูกค้าจะสะดวกที่จะอินบ็อกซ์มาสอบถามก่อน
หรือให้เลือกซื้อบนเว็บไซต์ E-Commerce แล้วชำระเงินได้เลยก็ได้เช่นกัน
.
::: กรณีเป็นร้านที่ต้องการให้คนไปร้าน :::
.
กรณีร้านที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเดินทางมายังร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ สปา

เราอาจเลือกวิธีการตั้งค่าโฆษณาแบบ Store Visit

ซึ่งข้อดีของโฆษณาแบบนี้คือ สามารถใส่แผนที่เข้าไป พร้อมเวลาเปิด-ปิด เพื่อให้ลูกค้ากดแผนที่แล้วเดินทางมาได้สะดวก
.
---
.
ปัญหาหลักๆ เรื่องการตั้งค่าโฆษณาให้ถูก เพื่อไม่ให้มีแต่คนมาไลค์ก็จะจบ ถ้าเราตั้งค่าถูก

แต่ต้องอย่าลืมประเด็นที่สำคัญอีกอย่าง คือ
เลือกยิงโฆษณาให้ไปถูกกลุ่มคนด้วย

เราต้องตีให้แตกว่ากลุ่มเป้าหมายเรามีพฤติกรรม และความสนใจ อย่างไร
เพราะเวลาทำโฆษณาเฟซบุ๊กจะให้เราเลือกตรงนี้ด้วย

ซึ่งข้อควรระวัง คือ เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า คน 1 คน มีความสนใจได้หลากหลาย

เช่น ขายกาแฟสำเร็จรูป เราอาจไม่ได้ยิงโฆษณาไปที่คนชอบดื่มกาแฟอย่างเดียว

คนชอบดื่มกาแฟ อาจไม่ใช่คนที่หลงไหลกาแฟ แต่อาจเป็นพนักงานออฟฟิต ที่ดื่ม เพื่อให้ทำงานได้

ดังนั้น อย่าลืมศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในธุรกิจตัวเองให้แตก แล้วยิงโฆษณาให้ถูก

ทำได้แบบนี้ ยอดขายมาแน่นอน

----------------------------------------------------

ส่วนประเด็นที่ว่า
ตั้งค่าโฆษณาได้ถูกต้องแล้ว แต่ยอดขายยังไม่ดีขึ้น

เราอาจต้องกลับมาสำรวจในเรื่องของการสื่อสาร, ความน่าเชื่อถือ, ผลิตภัณฑ์เราด้วย

อย่างภาพสื่อ ที่เฟซบุ๊ก แนะนำคือ ต้องสั้น กระชับ โดนใจ และข้อความบนภาพสื่อโฆษณาต้องไม่เกิน 20% เพราะถ้าเกิน อาจทำให้แสดงผลน้อย หรือไม่แสดงผลเลย

ซึ่งรวมไปถึง แสง สี เสียง ฟอนต์ องค์ประกอบสื่อ ในภาพ หรือวิดีโอ ทั้งบนโฆษณา และบนเว็บไซต์ด้วย

เพราะโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ในบางกรณีจะเชื่อมไปยังเว็บไซต์เราด้วย รวมไปถึงสำรวจสินค้า/บริการ ของเราว่า สามารถต่อกรกับคู่แข่งในตลาดได้มากน้อยเพียงใด ดึงจุดเด่น ลบจุดด้อยออกไป เพื่อพัฒนาสินค้า ก็จะเป็นตัวช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้

สุดท้าย อย่าลืมตระหนักเสมอว่า การทำโฆษณา “ทุกครั้ง” ต้องมี “วัตถุประสงค์”

ซึ่งวัตถุประสงค์ ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทธุรกิจ สินค้า และบริการที่เรามี

เมื่อเลือกวัตถุประสงค์ให้ถูก ก็อย่าพลาดเรื่องการสื่อสารที่ต้องโดนใจ และต้องทำให้ธุรกิจเรามีความน่าเชื่อถือด้วย

ถ้าเราศึกษารายละเอียดจนเข้าใจ การเพิ่มยอดขายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ