การตลาดปากต่อปากออนไลน์ ฉบับ Google | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




การตลาดปากต่อปากออนไลน์ ฉบับ Google

การตลาดปากต่อปากออนไลน์ ฉบับ Google

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-08-10 09:47:16

“การตลาดปากต่อปาก” แบบออนไลน์ ทำได้ด้วยหรือ?

Google มาบอกเองว่า "ทำได้"

โดยวิธีการทำการตลาดแบบ ปากต่อปากก็มีหลายวิธี

แต่หนึ่งในวิธีที่ Google ได้แนะนำ

ก็คือ ทำให้ปากต่อปากเป็นการบอกต่อแบบเป็นระบบ
(Word of mouth - Referral Marketing) ด้วย CTA

ซึ่งถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

จะทำอย่างไร?

มาดูกัน…

------------------------------------------------------------

Google เปิดด้วยการนำเสนองานวิจัยของ Nielsen ที่บอกว่า คน 83% เชื่อคำแนะนำของเพื่อน และครอบครัว มากกว่าคนที่เชื่อถือโฆษณาทางโทรทัศน์ที่มี 63%

Google จึงได้แนะนำให้ทำการตลาดแบบปากต่อปากด้วการบอกต่อกับเพื่อน หรือครอบครัว ผ่านการแชร์ บนช่องทางออนไลน์ต่างๆ

โดยใช้วิธีการสร้าง “Call to action (CTA)”

หรือที่เรียกว่าข้อความเชื้อเชิญ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม, ข้อความ, รูปภาพ, เสียง, วิดีโอ

เพื่อให้เห็นภาพชัด เราขอยกตัวอย่าง

“การชวนเพื่อนไปกินอาหารร้านอาโอชิ”

ถ้าคุณได้รับเมจเสจ 2 ข้อความ

1.ข้อความแรก “ร้านอาหาร”
เขียนว่า “เรียน คุณลูกค้า ร้านอาโอชิ แซลมอนซาซิมิ สดใหม่ เพียงชวนเพื่อนมา 3 คนลดทันที 15%”

2.ข้อความที่สองมาจาก “เพื่อน”
เขียนว่า “พวกแก ไปกินร้านอาโอชิกัน แซลมอนซาซิมิ ดูน่ากิน ไป 3 คน ลด 15% ด้วย”

คำถามคือ ข้อไหน คนน่าสนใจกว่ากัน?

ตอบไม่ยากเลยว่าเป็นข้อ 2 เพราะเป็นสิ่งที่เพื่อนเราแนะนำเราเป็นการส่วนตัว

แต่เบื้องหลังที่เพื่อนแนะนำร้านอาโอชินี้
อาจเกิดจากการไปเห็นข้อความ
“กดแชร์ให้เพื่อนอีก 2 คน รับส่วนลด 15%”

เพื่อนจึงแชร์มาให้เรา เพราะต้องการส่วนลด

ซึ่งมันอาจมาจากปุ่มเชื้อเชิญ หรือที่เรียกว่า Call to action (CTA) ของแบรนด์

ซึ่งในทางการตลาดการ การเชื้อเชิญ หรือ Call to action ถือว่าสำคัญมาก

มีสถิติที่สำคัญ เช่น ถ้าเพิ่มปุ่ม CTA ลงไปบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ
จะช่วยเพิ่มอัตราการคลิกโฆษณาต่อการแสดงผล (CTR) ได้สูงถึง 285%

CTA จึงเป็นสิ่งที่ Google แนะนำเพื่อใช้ทำการตลาดแบบปากต่อปากในวิธีนี้ได้ในเบื้องต้น

------------------------------------------------

เมื่อรู้ความสำคัญของ CTA สิ่งที่ Google แนะนำเรามี 3 ขั้น
.
.
--- ขั้นแรก: เตรียมตัว ---

1.ให้ลืมความชอบของตัวเองไปก่อน

สิ่งนี้เองที่นักการตลาดพลาดมานักต่อนัก เพราะมักใช้อารมณ์ ความรู้สึก ความชอบของตัวเอง ตัดสินใจในการทำการตลาด

ขั้นแรกอาจต้องลองสมมติตัวเองว่าเป็นลูกค้าที่เข้ามาดูเว็บไซต์/แฟนเพจ ฯลฯ โดยให้ทิ้งความรู้สึก ความชอบ ของตัวเองไป

2.สำรวจว่าเว็บไซต์/โซเชียลมีเดีย ของแบรนด์ตัวเอง มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอยากบอกต่อหรือไม่?

เมื่อทิ้งความรู้สึกของตัวเองไปแล้ว ให้ดูว่าในเว็บไซต์/ช่องทางออนไลน์ว่า มีสิ่งใดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอย่างบอกต่อกับเพื่อน หรือครอบครัว “ในทันที” หรือไม่

ที่ต้องใช้คำว่า “ในทันที” เพราะพฤติกรรมลูกค้าสมัยนี้บนโลกออนไลน์ นับกันที่หลักวินาที ถ้าลูกค้าไม่ถูกใจ ก็สามารถข้ามคอนเทนต์ของเราไปได้ในตอนนั้นเลย

ถ้าเรายังไม่มีคอนเทนต์ที่สามารถสร้างแรงจูงใจในการแชร์ หรือบอกต่อได้ ก็ไปดูขั้นที่ 2 ได้เลย
.
.
--- ขั้นที่ 2: เลือกประเภทคอนเทนต์สำหรับการบอกต่อ---
.
.
ขั้นที่ 2 คือเทคนิคสำหรับการ “แชร์” หรือเรียกว่าการ “บอกต่อ” นั่นเอง

ซึ่งเทคนิคที่ Google แนะนำ มีทั้งหมด 3 ข้อ และเลือกไปทำได้ในหลายแพลตฟอร์ม

จากนั้นให้พิจารณาดูว่า จะสร้างเนื้อหา (Content) แบบไหนดีที่ควรนำเสนอ

ถ้ายังไม่มีแนวทาง Google บอกว่า ให้ทำคอนเทนต์ให้เกิดแรงจูงใจ ซึ่งมี 3 ข้อ ให้เลือก
.
ดังนี้
.
1.แรงจูงใจจากตัวลูกค้าเอง

ซึ่งแรงจูงใจประเภทนี้ คือ แรงจูงใจที่ลูกค้าเกิดขึ้นเอง เห็นคอนเทนต์แล้วอยากแชร์เองโดยไม่มีเงื่อนไข

โดยเราสามารถทำได้ผ่าน 2 แบบหลักๆ ดังนี้

- ผลิตคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ (Value Content) เช่น หากเราขายหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็อาจทำคอนเทนต์เกี่ยวกับสูตรหมูกรอบหม้อทอดไร้น้ำมัน ให้คนเห็นแล้วอยากแชร์เอง

- ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างความบันเทิง เช่น วิดีโอ ที่กำลังแกะกล่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด และดูฟีเจอร์ การใช้งานแบบใหม่ โดยนำเสนอให้ดูน่าตื่นเต้น จนคนดูอยากแชร์เอง

คอนเทนต์ 2 ประเภทนี้ Google มองว่า คนชอบแชร์ที่สุด
และ มักจะแชร์เองด้วยความเต็มใจ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

และที่สำคัญ อย่าลืมข้อความ หรือปุ่ม CTA ด้วยในตอนท้ายของบทความ หรือท้ายคลิปในวิดีโอ เช่น “หากสนใจหม้อทอดไร้น้ำมัน ติดต่อเรามาได้ที่…" เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย
.
2.แรงจูงใจแบบทางเดียว

แรงจูงใจทางเดียว คือ การสร้างคอนเทนต์เพื่อจูงใจให้คนแชร์ไปบอกต่อได้ประโยชน์ ด้วยส่วนลด โปรโมชั่น

เช่น ข้อความ “แชร์เครื่องปั่นน้ำผลไม้ รับส่วนลดไปเลย 10%”

เราจะเห็นว่ากลยุทธ์นี้ ร้านอาหารใช้กันค่อนข้างเยอะ เช่น เช็คอิน แล้วแชร์เพจไปที่หน้าเฟซบุ๊ก รับส่วนลดทันที 5% เป็นต้น
.
3.แรงจูงใจแบบ 2 ทาง

แรงจูงใจแบบนี้ คือ การทำให้ทั้งผู้บอกต่อ และผู้ถูกบอกต่อ ได้รับประโยชน์ทั้งคู่

เช่น ข้อความ “แชร์เครื่องปั่นน้ำผลไม้ กับเพื่อน ถ้าเพื่อนมาซื้อด้วยกัน จะได้รับส่วนลด 10% ทั้งคู่” การบอกต่อ แบบนี้จะทำให้ทั้งคู่ เริ่มโน้มน้าวใจ ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้ส่วนลด

---

ที่สำคัญ คือ

เรื่องการใช้ภาพ และวิดีโอ ประกอบก็ควรจะสอดคล้องกับ CTA ด้วย

เช่น เราทำธุรกิจบ้านพักพูลวิลล่า เราก็อาจใช้ภาพ/วิดีโอ ของ เพื่อนกำลังเล่นน้ำ ปิ้งย่างริมสระ เพื่อเสริมพลังให้กับคอนเทนต์ของคุณด้วย

จึงปฏิเสธไม่ได้เลยด้วยว่า การตลาดแบบนี้ ต้องอาศัยศิลปะในการเล่าเรื่อง ให้น่าดึงดูดด้วย
.
.
--- ขั้นที่ 3: เลือกข้อความสำหรับการบอกต่อ
ตั้งแต่เปิดการขาย จนถึง ปิดการขาย ---

Google บอกว่า การตลาดปากต่อปากที่ดี ต้องเลือกรูปแบบ CTA ให้ดีที่สุด

แล้วการจะรู้ว่าดีที่สุดได้ เราอาจต้องทำ A/B Testing เพื่อเปิดการขาย

รวมไปถึง อาจต้องมี CTA ตอนปิดการขายเพื่อสร้างโอกาสการซื้อซ้ำด้วย

โดยมีขั้นตอนพิจารณา ดังนี้
.
1.ทำ A/B Testing

การทำ A/B Testing ในที่นี้คือ การลองสร้างข้อความมาก่อน 2 ข้อความ แล้วเผยแพร่ออกไป เพื่อดูผลลัพธ์ว่า ข้อความไหนได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

เช่น สมมติสินค้ามีราคา 1,000 บาท
ข้อความแรก: แนะนำให้เพื่อน รับส่วนลดทันที 10%
ข้อความสอง: แนะนำให้เพื่อน รับส่วนลดทันที 100 บาท

แล้วเปรียบเทียบกันว่า ข้อความไหนที่ผลลัพธ์ดีกว่ากัน
สมมติข้อความที่ 2 ผลลัพธ์ดีกว่า ก็อาจเพิ่มงบกับแคมเปญนี้ หรือเลือกทำเฉพาะข้อความที่ 2 ไปเลยก็ได้
.
2.ปิดการขายได้ ก็ต้องเชื้อเชิญให้บอกต่อด้วย

หลายคนอาจคิดว่า ปิดการขายได้ ก็ถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการ แต่ถ้าหากคุณต้องการให้เกิดการบอกต่อ เพื่อให้มีฐานลูกค้าเพิ่ม หรือการซื้อซ้ำ

เราจึงสามารถสร้างข้อความ CTAหลังเกิดการซื้อขายได้เช่นกัน

เช่น ขณะที่ลูกค้าซื้อของบนเว็บไซต์แล้ว ก็อาจมีข้อความ
“ขอบคุณสำหรับการสั่งซื้อ หากคุณแนะนำให้เพื่อนคุณมาซื้อจะได้รับส่วนลด 15% ในการซื้อครั้งถัดไป!”
ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าการซื้อซ้ำ

------------------------------------------------------------

การตลาดแบบปากต่อปากในยุคนี้ ยังมีช่องทางทำได้อีกหลายวิธี

แต่ทั้งหมดทั้งปวง จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้

ต้องอย่าลืมด้วยว่า ธุรกิจและสินค้าของเรา มีจุดยืนทางการตลาดอย่างไร

และคุณภาพของสินค้า/บริการของเราน่าดึงดูดพอ ให้เกิดการซื้อซ้ำหรือไม่

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้า และการทำการตลาดแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ธุรกิจของเรา เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง

และอย่าลืมเลือกเอาวิธีการนี้ ไปใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ทางการตลาดของเรา ผลลัพธ์อาจเกินคาด ก็เป็นได้!









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ