โฆษณาแบบใหม่ Discovery Campaign | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




โฆษณาแบบใหม่ Discovery Campaign

โฆษณาแบบใหม่ Discovery Campaign

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-07-22 13:33:43

โฆษณาบน Facebook อาจสะเทือน!
เพราะโฆษณาแบบใหม่จาก Google ที่เน้นสร้างยอดขายกำลังมา!

โฆษณาแบบนี้มีดีอะไร?

แล้วถ้าอยากเริ่มทำ ต้องทำอย่างไร?
เราหาคำตอบ รวมถึงเทคนิคลับ ในการทำโฆษณาแบบนี้

ซึ่งเราจะบอกเฉพาะในบทความนี้เท่านั้น

มาดูกัน...

---------------------------------------------------------

ก่อนอื่นบอกก่อนว่า
Google Discovery Campaign เป็นโฆษณาใหม่ที่เพิ่งมีในไทย ที่น่าสนใจจนแพลตฟอร์มอื่นอาจสะเทือน
เพราะ Google ออกโฆษณาชนิดนี้มา เพื่อให้เป็นหนึงในโฆษณาที่ทำแล้วคุ้มค่าเหนือแพลตฟอร์มอื่นๆ

Google Discovery Campaign จะไปแสดงผลบน Youtube Gmail และบนแอพฯ Google Search
ซึ่งในไทย รวม 3 ช่องทางนี้ ก็มีผู้ใช้งานถึง 50 ล้านคนแล้ว

รายละเอียด พื้นที่โฆษณา มีดังนี้

1.บนหน้าแรก (Feed) ของ Youtube
- ตำแหน่งโฆษณาจะปรากฏขึ้นอยู่บนหน้าแรกแทรกกลาง
ระหว่างเลื่อนดูคอนเทนต์
2.บนหน้าโปรโมชั่นของ Gmail
- โฆษณาจะอยู่ในหัวข้อโปรโมชั่น
3.บนหน้าแรก (Feed) บนแอพฯ Google Search
- โฆษณาจะแทรกอยู่ระหว่างคอนเทนต์ที่เราสนใจ

ลักษณะของโฆษณาจะประกอบไปด้วย
ภาพแบนเนอร์ ชื่อ และโลโก้ของแบรนด์ หัวข้อโฆษณา คำบรรยายโฆษณา ปุ่ม Call to action
นอกจากนั้นเรายังทำโฆษณาแบบหลายภาพที่เราปัดนิ้วเลื่อนได้ด้วย (Carousel)
โฆษณานี้จะเรียนรู้พฤติกรรม ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาโฆษณาที่ตรงใจ มาให้กลุ่มเป้าหมายที่สุด
เช่น ถ้าคุณชอบเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค AI ก็จะยิงโฆษณาไปยังสินค้าที่เกี่ยวกับอุปกรณ์แบ็คแพ็คไปยังคุณ

--------------------------------------------------------

<<<<แล้วโฆษณาชนิดนี้ เหมาะกับการตลาดแบบใด?>>>>

ตอบได้ทันทีว่า “เหมาะกับการเน้นยอดขาย”
เพราะ Google มีวิจัยว่า ถ้าทำโฆษณาแบบนี้
จะมีอัตรา Conversion (จุดวัดผลเพื่อเพิ่มโอกาสการขาย) สูงขึ้นถึง 81%

โดยวัตถุประสงค์ ที่ Google ให้ตั้งค่าก่อนทำโฆษณา
มี 3 แบบ คือ
1.Sale หรือการขาย
2.Leads หรือหารายชื่อลูกค้า
3.Traffics หรือเพิ่มจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์

โฆษณาแบบนี้ยังกระจายผลเป็นปริมาณมากต่อผู้ชมด้วย (Maximize conversions) เพื่อให้ได้ยอด Conversion
ที่สำคัญยังได้ Brand Awareness อีกต่อหนึ่งด้วย
เพราะสามารถเข้าถึงคนได้มากสุดถึง 2,600 ล้านราย (สถิติจาก Google)

แต่การเก็บเงินก็คุ้มค่า เพราะจะเก็บเงินแบบ Cost per click
คือจะเก็บเงิน ต่อเมื่อเกิดการคลิกบนโฆษณาเท่านั้น

--------------------------------------------

<<<ถ้าอยากทำโฆษณาแบบนี้ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?>>>

1.เตรียมหน้า Landing Page

หน้า Landing Page บนเว็บไซต์ จำเป็นต้องมี เพราะเมื่อกดโฆษณา จะเข้าสู่หน้า Landing Page ของเราทันที โดยเราต้องเตรียม Landing Page ไว้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการตลาดด้วย เช่น หน้าซื้อขาย หรือหน้าลงทะเบียน เป็นต้น

2.ติด Conversion Tracking ก่อน

อย่างที่เน้นว่า โฆษณาแบบนี้เน้น Conversion หรือจุดวัดผลเพื่อการขาย เป็นหลัก
Google เองก็มีเครื่องติด Conversion Tracking ใน Google Analytics หากไม่ติด Conversion ก็จะทำให้เราวัดผลยากขึ้น
ถ้าติด Conversion แล้ว เราขอแถมเทคนิคลับให้หนึ่งอย่าง
คือ Conversion บนเว็บไซต์เรา ควรจะมีอย่างน้อยขั้นต่ำ 30 Conversion เพื่อให้เป็นฐาน และต้นทุนในการทำการตลาดต่อ
ที่ต้องมีฐาน Conversion เพราะจะทำให้ระบบ AI ของ Google ได้เรียนรู้ก่อนว่า กลุ่มลูกค้าเรา 30 คนนั้นมีพฤติกรรม และความสนใจอย่างไร เพื่อที่ AI จะได้เอาโฆษณาของเราไปแสดงกับคนอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเหมือนกลุ่มลูกค้า 30 คนนั้น
แต่ตัวเลข Conversion อาจไม่จำเป็นต้องเป็น 30
ยิ่งมากกว่านั้น ยิ่งดี

3.หากลุ่มเป้าหมายที่ใช่

ถ้าเรายังไม่มีฐานของกลุ่มเป้าหมาย เราก็สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายเองได้เช่นกัน
ซึ่งนอกจากกำหนดเพศ อายุ พื้นที่ ภาษา (Demographic) แล้ว เรายังสามารถกำหนดเพิ่มเติมได้ ดังนี้
1.Costom Intent ยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาคำต่างๆ บน Google ได้
2.In-Marketing ยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้าในช่วงระยะเวลาไม่นานมานี้
3.Life Events ยิงโฆษณาไปหากลุ่มคนที่กำลังมีเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต เช่น การแต่งงาน เป็นต้น
4.Affimity ยิงโฆษณาไปหากลุ่มคนที่มีพฤติกรรม และความสนใจ

4.เพิ่มโจทย์ในการสื่อสาร

เนื่องจากโฆษณาจะไปปรากฏบน Youtube, Gmail, แอพฯ Google Search ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก
Google จึงต้องการให้ภาพแบนเนอร์โฆษณามีคุณภาพที่สุด เราจึงมีโจทย์ในการออกแบบเพิ่มขึ้น
โดย Google ได้เขียนแนะนำถึงเนื้อหาบนภาพ การจัดองค์ประกอบของภาพไม่ให้กระทบกระเทือนต่อจิตใจของคน เช่น ขายน้ำยาปลูกผม ก็ไม่ควรใช้ภาพคนที่ศีรษะล้าน เป็นต้น
สุดท้าย ที่สำคัญคือ คำโฆษณา และ Call to action

ปุ่ม Call to action (CTA) เราต้องเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การทำโฆษณา และต้องให้ตรงกับฟังก์ชั่นที่เรามีบนหน้า Landing page
เช่นหากเว็บคุณมีระบบซื้อขาย ก็ใช้ข้อความ “ซื้อเลย” เป็นต้น ถ้าเก็บ Leads ก็ใช้ข้อความ “ลงทะเบียน” เป็นต้น
ซึ่งก็รวมไปถึงคำโฆษณาที่ต้องดึงดูดด้วย เพราะโฆษณาแบบนี้ให้ใส่หัวเรื่องโฆษณา (Headline) ได้มากกว่า Google Search Ads 10 ตัวอักษร
เพราะ สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการเรียก Conversion ทั้งสิ้น
 
--------------------------------------------------

ท้ายที่สุด อยากให้ระวังสับสน ระหว่าง Google Discovery Campaign Ads กับ Trueview Discovery Ads เพราะเป็นโฆษณาจาก Google เหมือนกัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน โดยที่เรากล่าวไปทั้งหมดนั้น คือ Google Discovery Campaign Ads

--

ที่สำคัญคือ โฆษณาชนิดนี้ใหม่มาก
คู่แข่งก็ยังน้อย หากลองศึกษาให้ดี
และทำโฆษณาชนิดนี้ ไม่แน่ผลลัพธ์อาจคุ้มเกินคาด…








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ