สมองชอบ "ข้อความ" แบบไหน เรื่องที่คุณทำโฆษณาต้องรู้ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




สมองชอบ

สมองชอบ "ข้อความ" แบบไหน เรื่องที่คุณทำโฆษณาต้องรู้

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-06-01 13:33:23

การทำงานของสมองต่อ “ข้อความ”

จุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ คือ การเริ่มผลิตตัวอักษร ในสมัยเมโสโปเตเมีย เมื่อ 3,000 ปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ บอกว่า “นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญทางด้านสติปัญญาของมวลมนุษยชาติ” และกลายมาเป็นพื้นฐาน และบรรทัดฐานแห่งการสื่อสาร

มาถึงในปัจจุบัน แม้สื่อโฆษณาจะมีหลากหลายมากขึ้น แต่ตัวอักษรก็ยังคงเป็นการสื่อสารสำคัญขั้นพื้นฐาน ที่มนุษย์ยังคงใช้กันเสมอ

เราจึงจะมาตีแผ่กลไกของสมอง เมื่อเห็นข้อความโฆษณา ว่าหลักๆ แล้ว มีอะไรบ้าง ที่จำเป็นต่อการทำโฆษณา โดยเฉพาะในยุคออนไลน์

-----สมองเราชอบอ่านจากซ้ายไปขวามากกว่า-----


สมองเราไล่เรียงการอ่านแบบใด เป็นคำถามที่นักโฆษณาต้องคิด เพื่อจัดตำแหน่งของตัวอักษร ไม่ว่าจะบนสื่อโฆษณา หรือบนเว็บไซต์ ว่าควรเริ่มจากด้านซ้ายหรือขวาดี?

เรื่องนี้นักจิตวิทยาบอกว่า สมองของมนุษย์โดยส่วนใหญ่ของโลก ชอบอ่านจากซ้ายไปขวา

เพราะ ในวัฒนธรรมของหลายประเทศ รวมถึงไทย การอ่านเริ่มจากซ้ายไปขวา ทำให้เราต้องจัดวางตำแหน่งตัวอักษร ไม่ว่าจะบนเว็บไซต์ หรือรูปภาพ ไล่เรียงจากซ้ายไปขวา

แต่ในบางวัฒนธรรมอย่างอาหรับ การอ่านตัวอักษรเกิดจากขวาไปซ้ายเป็นเรื่องปกติ บนเว็บไซต์ภาษาอาหรับก็มักจะไล่เรียงจากทางด้านขวาเสมอ

ยกตัวอย่าง เว็บบีบีซี อาหรับ ก็จะวางตำแหน่งข้อความทุกอย่างแม้กระทั่งโลโก้ BBC ก็เริ่มวางจากทางขวา
แต่ เว็บบีบีซี ไทย จะวางตำแหน่งข้อความทุกอย่างโดยเริ่มจากทางซ้ายอีก

:::สรุป:::
เวลาวางข้อความเพื่อการโฆษณา และการสื่อสาร ควรจะวางให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนไทย และพยายามไล่เรียงจากซ้ายไปขวา ไม่ว่าจะการวางตัวอักษร หรือโลโก้ บนรูปภาพ หรือบนเว็บไซต์ เว้นเสียแต่ข้อความที่ไม่ได้เน้น ก็อาจวางไว้ทางขวาได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และการออกแบบ




-----สมองเราชอบอ่านแบบกวาดสายตา (Saccade)-----


ปัญหาของนักเขียนคำโฆษณา คือการคิดว่า ควรจะเขียนอย่างไรให้กระชับ และความยาวเท่าไร

แต่นักวิทยาศาสตร์ มีข้อสรุปแล้วว่า อันที่จริงสมองของคนเรามักจะขี้เกียจเสมอ
เพราะสมองเรามักชอบสั่งให้อ่านข้อความแบบ “กวาดสายตา” (Saccade) ให้คลุมครั้งละ 7-9 คำ
โดยเราจะไม่อ่านแบบทีละคำ ส่วนจะอ่านช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับคำที่ใช้ว่าอ่านยาก หรือง่าย

เรื่องนี้มีผลมากๆ เวลาเขียนคำโฆษณา (Text Ads) บน Google หรือบน Social Media คำที่เราต้องเน้นเพื่อให้คนหยุดดู ควรจะเป็นคำที่สั้น กระชับ มีความหมาย และต้องมีจุดที่เรียกว่า “ความดึงดูดใจ” (Fixation)

:::สรุป:::
การเขียนข้อความโฆษณา (Text Ads) จึงไม่ควรที่จะยาวจนเกินไป และเขียนให้ง่ายที่สุด และที่สำคัญคือ ควรเขียนข้อความที่ดึงดูดใจสั้นๆ เพียง 1-3 ข้อความพอ ให้กระชับ




-----สมองเราชอบฟอนต์ที่อ่านง่าย-----


มีงานวิจัยที่ให้ผู้เข้าร่วมทดลองอ่าน “วิธีการออกกำลังกาย” จาก ฟอนต์ ที่แตกต่างกัน 2 แบบ
โดยใช้ข้อความเดียวกัน

“ฟอนต์ที่อ่านง่าย” ทำให้เข้าร่วมทดลองวิจัยคิดว่า สามารถออกกำลังกายในแบบนั้นได้ภายใน 8 นาที และจะปฏิบัติตามทุกวัน

“ฟอนต์แบบที่อ่านยาก” ทำให้ผู้เข้าร่วมทดลองวิจัย คิดว่า ถ้าจะให้ออกกำลังกายแบบนั้น คงต้องใช้เวลา 15 นาที และปฏิบัติตามยาก รวมถึงอาจไม่เอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ผลวิจัยจึงสรุปว่า สมองจะมองว่าฟอนต์ที่อ่านยาก จะทำให้อ่านแล้วเอาไปปฏิบัติตามยากกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน ฟอนต์แบบลายมือ ก็มีพลังในแบบของตัวมันเองเช่นกัน เช่น ฟอนต์ ลายเส้นของผู้มีอำนาจ ก็ให้ความรู้สึกถึงความมีพลังได้ เช่นกัน

การเลือกใช้ฟอนต์สำหรับการทำโฆษณา ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ไม่มีผิดไม่มีถูก เพียงแต่หากเป็นข้อความที่ยาว และต้องการให้นำไปปฏิบัติตาม ควรจะใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย

ส่วนอีกเรื่องคือ การใช้ฟอนต์พิมพ์ใหญ่ กับพิมพ์เล็ก

เรื่องนี้อาจเอามาใช้กับผู้ที่เขียนคำโฆษณาด้วยภาษาอังกฤษ เพราะนักวิทยาศาสตร์บอกว่า ตัวพิมพ์ใหญ่ ไม่ได้อ่านยากกว่าพิมพ์เล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เช่นคำว่า Bread กับ BREAD ตัวพิมพ์เล็กจะมีรูปทรงที่ไม่เท่ากัน ต่างจากพิมพ์ใหญ่ เราจึงควรเลือกใช้ตัวพิมพ์ใหญ่บ้างในบางบริบท และไม่จำเป็นต้องใช้เยอะจนเกินไป

:::สรุป:::
ดังนั้นเวลาเขียนคำโฆษณา ถ้าข้อความยาวควรจะใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย และเพิ่มความทันสมัยเข้าไป โดยอย่าลืมเลือกที่จะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่บ้างในบางครั้ง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสามารถเอาเรื่องฟอนต์ไปประยุกต์ใช้ในการวางตัวอักษรบนโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นบนรูปภาพ หรือ Text Ads บน Google, Facebook และบน Social Media




-----สมองเราชอบคำที่ตีความง่าย-----


ข้อความ1: “สินค้าดี วัตถุดิบเยี่ยม” กับ
ข้อความ2: “ผลิตภัณฑ์ดี วัตถุดิบประกอบเยี่ยม”

สองข้อความนี้มีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาก
แต่ข้อความไหนที่เข้าใจง่ายกว่ากัน?

แน่นอนว่าต้องเป็นข้อความแรก เพราะ นักวิจัยบอกว่า “เพียงคำเดียว” ก็อาจทำให้สมองเปลี่ยนแปลงความคิดของเราได้ เช่น คำว่า “สินค้า” กับ “ผลิตภัณฑ์” ก็มีความหนักแน่น และความเป็นทางการต่างกัน ทำให้สมองส่วนการตัดสินใจ หรือสมองส่วนหน้าทำงานแตกต่างกัน

ข้อความที่ 2 มีการใช้คำที่ซับซ้อนกว่า ทำให้สมองต้องตีความมากกว่า และใช้เวลาในการอ่านสูงกว่า

แม้ว่าสมองจะชอบคำที่ตีความง่ายกว่า แต่คำซับซ้อนบางคำก็ทำให้เรารู้สึกถึงความหนักแน่น ความเป็นทางการแตกต่างกันด้วย เรื่องนี้นักสื่อสารการตลาดอาจต้องคำนึงให้ละเอียดด้วย

เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญกับการเขียนคำโฆษณามากพอสมควร

:::สรุป:::
เวลาเขียนคำโฆษณา ก็ควรจะใช้คำที่เข้าใจง่าย และสื่อสารได้ตรงจุดต่อกลุ่มเป้าหมายที่สุดให้เป็นเพียงคำเดียว




----สมองเราสะดุดตอนเจอ Call to action ที่มากับโฆษณา----


มีงานวิจัยที่บอกว่าปุ่ม Call to Action ที่มากับคำโฆษณาเชื้อเชิญ เช่น ซื้อไอโฟน ตอนนี้ลด 80% เฉพาะ 3 วันนี้เท่านั้น! ซื้อตอนนี้!” ทำให้เราได้รับโอกาสในการคลิกโฆณาเราเพิ่มขึ้น กว่า 121% เมื่อเทียบกับไม่มีปุ่มที่ใส่ข้อความ Call to Action

เพราะเมื่อเห็นปุ่ม Call to Action สมองส่วนหน้าที่ใช้ควบคุมอารมณ์ และการตัดสินใจ (Frontal lobes) จะทำให้เกิดความกลัวขึ้น นั่นก็คือ “กลัวที่จะพลาด” (Fear of missing out)

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสมองเห็นข้อความโฆษณา พร้อมกับปุ่ม Call to Action จะคิดเรื่องอื่นลดลงไปแบบชั่วขณะทันที ซึ่งคล้ายกับหลักการเดียวกับการมองเห็น Nofication หรือการแจ้งเตือน

กับคนรับสื่อ อาจฟังดูน่าตกใจ แต่กับคนทำโฆษณา สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะ สมองเราจะไปจดจ่อ และครุ่นคิดกับข้อความนั้น ซึ่งเกิดขึ้นแบบชั่วขณะ โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

:::สรุป:::
เวลาทำโฆษณาในบางครั้ง ต้องอย่าลืมสิ่งที่เรียกว่า Call to Action ที่เหมาะสมต่อโฆษณาของเรา และควรเป็นข้อความที่สั้นกระชับ และต้องมาพร้อมกับปุ่มที่กระตุ้นให้เกิดการคลิกเข้าไปดูในโฆษณา








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ