แจกสูตร วิธีทำเพจเฟซบุ๊ก ให้มีคุณภาพ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




แจกสูตร วิธีทำเพจเฟซบุ๊ก ให้มีคุณภาพ

แจกสูตร วิธีทำเพจเฟซบุ๊ก ให้มีคุณภาพ

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-05-25 09:42:45

โจทย์ของการสร้างแฟนเพจ ไม่ใช่ให้คนมาไลค์เราเยอะที่สุด
แต่จะทำอย่างไร ให้มีคนมามีส่วนร่วมกับเพจเราได้มากที่สุด
เป็นรากฐานที่ดีในการต่อยอดทำแคมเปญการตลาด
ให้ได้รับผลตอบรับที่ดีทีสุด
.
ซึ่งเราจะมาแบ่งเคล็ดลับให้คุณแบบไม่มีกั๊ก
และเอาไปใช้ได้เลย
.
------------------
.
การที่เพจๆหนึ่ง จะทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้
เคล็ดลับที่เราอยากบอกคุณคือทำให้แฟนเพจมี
“ สุขภาพที่ดี ” หรือที่เรียกว่า Healthy Fanpage
.
เราขอยกตัวอย่างเป็นร้านอาหาร Aroi-Mak Buffet
ร้านอาหารสมมติ ที่ขายบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ มาเป็นตัวละครให้คุณเห็นภาพให้ชัดขึ้น
.
ซึ่งเราจะแนะนำ จัดเต็มทั้งหมด 6 ขั้นตอนด้วยกัน
.
เริ่มกันได้เลย


<<<< 1.เห็นเป้าหมาย เห็นทิศทาง >>>>

.
ก่อนจะเริ่มสร้างแฟนเพจ เราต้องสำรวจธุรกิจของเราว่
1.เราเป็นใคร
2.เรากำลังขายอะไร
3.เราขายให้ใคร
4.เราขายในพื้นที่ไหน
5.เรามีวิธีขายอย่างไร
.
เพราะบางแบรนด์อาจใช้เฟซบุ๊กในการขายสินค้า ในขณะที่บางแบรนด์ต้องการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) เพื่อเรียกให้กลุ่มเป้าหมายมาใช้บริการที่ร้าน และจดจำแบรนด์
.
ถ้าเพจสร้างขึ้นมาสำหรับการขายสินค้าภายในเพจ ก็อาจมีแนวทางการทำแฟนเพจในอีกลักษณะหนึ่ง คอนเทนต์ก็จะมีลักษณะเป็นการแนะนำสินค้า และเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ขายสินค้า และเน้นการพิจารณาซื้อ (Consideration) แทน
.
อย่างร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น Aroi-Mak Buffet ที่แม้จะเป็นร้านชาบูที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่ แต่ก็มีเป้าหมายที่ไต่ระดับไปเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง และเทียบเคียงกับแบรนด์ใหญ่ๆที่ขึ้นห้าง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยทำงาน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ให้ได้ทานเนื้อวากิวระดับ A3 ในราคาที่เอื้อมถึง
.
เป้าหมายของเพจ Aroi-Mak Buffet จึงเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อเรียกกลุ่มเป้าหมายมานั่งทานที่ร้าน และกำหนดทิศทางของเพจให้เดินไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
.
การกำหนดเป้าหมาย ถือเป็นการสร้างทิศทางให้คนทำเพจรู้ว่าควรจะต้องวางกลยุทธ์ในกระบวนท่าไหน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ความต้องการของแบรนด์เป็นหลักด้วย
.
ดังนั้น เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็เริ่มทำแฟนเพจให้มีสุขภาพที่ดีได้เลย






<<<< 2.เริ่มต้นสร้างแฟนเพจ ให้ถูกจุด >>>
.
ตอนตั้งแฟนเพจ เฟซบุ๊กจะถามเราว่า จะสร้างแฟนเพจ “สำหรับธุรกิจ” หรือ “สำหรับชุมชน”
.
เจ้าของธุรกิจก็ควรจะเลือก “แฟนเพจสำหรับธุรกิจ” ซึ่งต่างกับแฟนเพจแบบชุมชนตรงที่ เราจะสามารถใส่ข้อมูล
1.แผนที่ - ที่ตั้งของหน้าร้าน/บริษัท เรา
2.ที่อยู่ - ที่อยู่ของหน้าร้าน/บริษัท เรา
3.เช็คอิน - เป็นฟังก์ชั่น ที่เวลามีลูกค้ามาบนหน้าร้านเรา แล้วกดเช็คอิน จะปรากฏจำนวนครั้งของลูกค้าที่เข้ามาเช็คอิน
.
การที่ธุรกิจเรามีหน้าร้าน การมีที่อยู่ และแผนที่ จะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถกดคลิกไปที่แผนที่บนเฟซบุ๊กแฟนเพจเพื่อเชื่อมไปยัง Google Map และนำทางไปยังร้านได้โดยอัตโนมัติ
.
ส่วนฟังก์ชั่น “เช็คอิน” คือ การที่ลูกค้าประชาสัมพันธ์ร้านให้เราแบบที่เราไม่ต้องเสียแรง เพราะตอนลูกค้าเช็คอินบนโพสต์ โพสต์จะปรากฏบนหน้าเฟซบุ๊กโดนเพื่อนๆลูกค้าด้วย
.
นอกจากนั้นตอนสร้างแฟนเพจธุรกิจ เราสามารถเลือกประเภทสินค้า/บริการของเราได้ด้วย ซึ่งเราควรจะเลือกให้ตรงกับธุรกิจเรา เราจะได้อยู่ถูกหมวดหมู่บนเฟซบุ๊ก ซึ่งจะช่วยให้เฟซบุ๊ก แนะนำสินค้าเราไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุดได้
.
แต่ถ้าคุณมีเพจอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราก็สามารถใช้แฟนเพจเดิมได้ แม้ขาด 3 ข้อมูลที่เราได้กล่าวไป แต่ก็สามารถไปเสริม และเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ เช่น การสร้างคอนเทนต์ แทน ก็ได้เช่นกัน




<<<< 3.หากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ >>>>

.
การทำแฟนเพจให้แข็งแรง เราจะต้องมีฐานลูกค้าที่ติดตามเรา เพื่อนำเสนอสินค้า/คอนเทนต์ ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของธุรกิจให้ได้มากที่สุด
.
ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Target Audiences”
..
การพิจารณา Target Audiences คือ ดูจากวัตถุประสงค์ของธุรกิจ หรืออาจดูจากลูกค้าประจำเราเป็นหลัก แล้ววิเคราะห์ให้ออกมาเป็น 5 ข้อหลักๆ
ได้แก่
1.ข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographic)
2.กำลังซื้อ (Income)
3.พื้นที่กลุ่มเป้าหมาย (Location)
4.ความสนใจ (Interest)
5.พฤติกรรม (Behavior)
เช่นร้าน Aroi-Mak Buffet เราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายออกมาได้ ดังนี้
1.ข้อมูลประชากรศาสตร์ - อายุระหว่าง 23 - 40, ทุกเพศ
2.กำลังซื้อ - เป็นพนักงานบริษัท รายรับ 25 - 40K
3.พื้นที่กลุ่มเป้าหมาย - กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล
4.ความสนใจ - ชอบอาหารญี่ปุ่น, ชอบทานบุฟเฟ่ต์
5.พฤติกรรม - ชอบเดินห้าง, ติดตามเพจรีวิวอาหาร
.
ซึ่ง Target Audiences ของเพจตั้งใหม่ กับเพจที่เปิดมาในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะมีวิธีจัดการที่แตกต่างกันเล็กน้อยด้วย
.
โดยการหา Target Audiences ก็สามารถทำได้ ดังนี้ :::เพจที่ตั้งใหม่ ยังไม่มีฐานกลุ่มเป้าหมาย:::
.
ข้อนี้ สามารถเริ่มง่ายๆจากการเชิญลูกค้าที่หน้าร้านมาไลค์ ไม่ว่าจะเป็นป้ายเชิญชวน หรือโปรโมชั่น เช่นกดไลค์แฟนเพจ รับทันทีส่วนลดค่าอาหาร 5% เป็นต้น

อีกทางเลือก คือเชิญคนที่พฤติกรรม และรสนิยมคล้ายลูกค้าเรามากดไลค์เพจ หรืออาจใช้วิธียิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มมาใช้บริการเรา
.
:::เพจที่มีกลุ่มเป้าหมายมากดไลค์อยู่แล้ว:::
.
ถ้ามีกลุ่ม Audiences ที่มีความชัดเจนในระดับหนึ่งมากดไลค์ก่อนหน้านี้แล้ว และยังต้องการเพิ่ม Audiences หน้าใหม่ เราสามารถใช้วิธีดูกลุ่ม Audiences เดิม ที่มากดไลค์ และดูพฤติกรรม, ความสนใจ,ข้อมูลประชากรศาสตร์, กำลังซื้อ และพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายเดิม แล้วยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหน้าใหม่ ที่มีคุณลักษณะคล้ายกลุ่มเป้าหมายเดิม (Look Alike)
.
เช่น ถ้าเราเปิดร้านบุฟเฟ่ต์ ก็ดูว่า ลูกค้าที่มีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา อย่าง การไลค์ การแชร์ และการคอมเม้นต์ มีความสนใจอาหารของเราแค่ไหน มีการแท็กเพื่อนชวนไปกิน ด้วยหรือไม่ ดูแล้วมีแนวโน้มเป็นลูกค้าเราได้หรือไม่
.
เมื่อมั่นใจว่าพฤติกรรมแบบนี้ และยิงโฆษณาไปยังคนกลุ่มนั้นได้เลย
.
และสำคัญมากๆอีกข้อ คือ อย่าซื้อไลค์ที่เป็นแอคเคาท์ปลอม
หลายคนมีความเชื่อว่า ยิ่งยอดไลค์เยอะ ก็ยิ่งทำให้เพจเราแข็งแรง
.
ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ยอดไลค์มีทั้งยอดที่มีคุณภาพ และไม่มีคุณภาพ เพราะ หากยอดไลค์เยอะ แต่แอคเคาท์ที่มากดไลค์มีหน้าตาที่ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเรา ก็จะถือว่าเสียไม่มีประโยชน์ และจะทำให้มีปัญหาเวลาต่อยอดทำการตลาดบนเฟซบุ๊กด้วย
.
เพราะโพสต์อะไรไปก็มีแนวโน้มว่าคนกลุ่มนี้จะไม่สนใจ เราจึงต้องทำให้ยอดไลค์ของเรามาจากกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่า ยอดไลค์เยอะๆที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
.
นอกจากนั้นเราสามารถดู Audiences เพิ่มเติมได้จากเมนู “ข้อมูลเชิงลึก” บนแฟนเพจ ที่จะมีข้อมูล “ผู้คน” ว่ามีอายุอยู่ในช่วงระหว่างกี่ปี เป็นเพศอะไรบ้าง และอยู่ในพื้นที่ใด
.
ซึ่งในเมนูนี้ เราสามารถดูข้อมูลการกดติดตาม และถูกใจแฟนเพจตามช่วงระยะเวลาได้ด้วย เช่นถ้าช่วงเดือนที่ผ่านมา มีคนกดไลค์เพจเรา 3,000 คน แต่เดือนนี้มีคนกดถูกใจเพจเพียง 250 คน เราก็จะได้ใช้ข้อมูลในส่วนนี้ไปวิเคราะห์ต่อได้ว่า เพราะอะไรคนกดถูกใจเพจเราจึงน้อยลง



<<<< 4.ข้อมูลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง >>>>

.
หลักการของการลงข้อมูลบนเฟซบุ๊กง่ายๆ คือ เราต้องลงข้อมูลให้ครบถ้วนมากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้
.
ซึ่งได้แก่
1.ชื่อ: ชื่อแฟนเพจที่ดี ต้องทำให้ลูกค้าค้นหาเราเจอ ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ หรือชื่อที่ต่อท้ายด้วยสินค้า หรือบริการ เช่น Aroi-Mak Buffet - Shabu เป็นต้น
.
2.รูปโปรไฟล์: รูปโปรไฟล์ที่ดี ต้องสื่อสารความเป็นตัวตนของเรา ซึ่งเราอาจเอาโลโก้ และชื่อแบรนด์มาใส่บนรูป เพื่อสื่อสารตัวตนให้ดีที่สุด ซึ่งขนาดรูปที่ดีควรจะเป็น แนะนำที่ 960 x 960 pixels
.
3.รูปหน้าปก: รูปหน้าปกที่ดี ควรจะนำเสนอตัวตนเรา และมีข้อมูลการติดต่อ และบริการที่ชัดเจน เพราะรูปนี้จะใหญ่ที่สุดบนเพจ เราจึงต้องใช้พื้นที่สื่อสารให้ดีที่สุด 820 x 312 pixels ซึ่งต้องคำนึงถึงการแสดงผลบนมือถือด้วย
.
4.คำอธิบาย: คำอธิบายที่ดีจะต้องครบถ้วน และดึงดูด เช่น ร้าน Aroi-Mak Buffet บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น เนื้อวากิว A3 แซลมอนนอร์เวย์
5.หมวดหมู่: หมวดหมู่ที่ดี คือการใส่ให้ตรงกับสินค้าเรามากที่สุด เช่น อาหาร, ร้านอาหาร
.
6.หมายเลขโทรศัพท์: หมายเลขโทรศัพท์ ต้องเป็นเบอร์ที่ติดต่อง่ายที่สุด เพียงเบอร์เดียว
.
7.เว็บไซต์: เว็บไซต์ที่ควรใส่ลงไป คือเว็บไซต์หลักของแบรนด์
.
8.อีเมล: การใส่อีเมลที่ดี ควรเป็นอีเมลที่ใช้ติดต่อกับลูกค้าเป็นหลักมาหนึ่งอีเม
9.ตำแหน่งที่ตั้ง: การใส่ตำแหน่งที่ตั้งที่ดี ควรจะชัดเจน และปักหมุดลงให้ตรงจุดที่ตั้งของร้าน
.
10.พื้นที่ให้บริการ: การใส่พื้นที่ให้บริการ บริเวณที่ร้านเราตั้งอยู่ให้ชัดเจน
.
11.เวลาทำการ: เวลาทำการควรจะใส่ให้ชัดเจน เช่น 10.00-20.00 น. และถ้าวันไหนร้านปิด ก็ควรใส่วันที่ปิดลงไปด้วย ในส่วนนี้ควรอัพเดทเสมอๆหากมีการเปลี่ยนแปลง
12.ช่วงราคา: การใส่ช่วงราคาที่ดี คือ การใส่ให้ตรงกับราคาจริง โดยเฟซบุ๊กให้ระบุช่วงราคาเป็นเครื่องหมาย“฿” โดยที่ช่วงราคาต่ำสุดคือ “฿” และสูงสุดคือ “฿฿฿฿” คือราคาสูง
.
13.สินค้า: การใส่สินค้าที่ดี คือต้องใส่ให้ตรงกับ สิ่งที่เราจะเสนอขายที่สุด ซึ่งเราเลือกได้มากกว่า 1 สินค้า อย่างร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ก็ใส่ “ร้านบุฟเฟ่ต์”, “ร้านอาหารญี่ปุ่น” ไปทั้งสองอย่างได้
.
การที่มีข้อมูลครบถ้วน จะทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ต้องเข้าไปค้นหาข้อมูลเราต่อที่ไหนต่อ และทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึง และติดต่อเราได้ง่าย ข้อมูลในส่วนนี้จึงสำคัญเกินกว่าที่เราจะละเลย



<<<< 5.สร้างคอนเทนต์ ให้โดน>>>>

.
การสร้างคอนเทนต์ หรือสร้างเนื้อหา ไม่เพียงแต่เป็นหัวใจสำคัญของแฟนเพจ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของเฟซบุ๊กเลยทีเดียว
.
ซึ่งคอนเทนต์ จะแบ่งออกหลักๆ เป็น
1.โพสต์ 2.วีดีโอ 3.รูปภาพ
.
โดยการจะบอกได้ว่า เราควรสร้างคอนเทนต์แบบไหน ก็ต้องย้อนกลับไปดูที่
1.เป้าหมายของเพจคืออะไร
2.กลุ่ม Target Audience เป็นใคร และสนใจเรื่องอะไร
3.เรากำลังขายสินค้า และบริการอะไร
.
ถ้าเราเข้าใจ 3 ข้อนี้ดี จะทำให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์ออกมาให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายที่สุด
.
สิ่งที่เราต้องคิดคือ เราจะสร้างจุดที่เรียกว่า “Sweet Spot” คือ จุดที่แบรนด์กับลูกค้า มาเจอกันได้ลงตัวบนความต้องการที่แตกต่างกัน ได้อย่างไร? เพราะลูกค้าไม่ได้ต้องการคอนเทนต์สำหรับการขายตลอดเวลา ในบางคราวคอนเทนต์เชิงความบันเทิง เชิงความรู้ ก็น่าดึงดูดสำหรับลูกค้าด้ว
.
ยกตัวอย่าง ถ้าแบรนด์ต้องการขายสินค้าหรือบริการ ลูกค้าต้องการเสพเนื้อหาที่คลายเครียด เราก็อาจสร้างคอนเทนต์การนำเสนอสินค้าที่ดูแล้วบันเทิง หรือนำเสนอวิธีสินค้าใช้ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าแทน
.
อย่าง ร้านอาหาร Aroi-Mak ก็อาจนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น เช่น “วิธีต้มชาบู แบบคนญี่ปุ่น” ที่ใช้วิธีจุ่มเนื้อเพียง 5 วินาที เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน
.
และถ้าเราอยากสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า/บริการ จริงๆ หลักการคือ
“การมองไปที่ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย”
.
เช่น ขายบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น แต่เราก็สามารถสร้าง หรือแชร์คอนเทนต์เรื่อง “ท่องเที่ยวญี่ปุ่น” หรือ พากิน “ชาบู เนื้อ A3 ที่ฟุกุโอกะ” ซึ่งแม้ไม่เกี่ยวกับบริการของเรา แต่ก็เป็นการสร้างความน่าสนใจ ให้เชื่อมโยงกับสินค้า/บริการของเรา ก็ได้เช่นกัน
.
:::อย่าลืมสอดแทรกตัวตน ของแบรนด์บนสื่อ!:::
กำหนดรูปแบบธีมของแฟนเพจด้วย เช่น ร้าน Aroi-Mak ที่มีธีมเป็นสีส้ม เราก็อาจใส่สีส้มลงไปบน Template หรือบนรูปของเรา เพื่อให้ลูกค้าจดจำอัตลักษณ์ (Identity) ของเราได้ผ่านสี



<<<< 6.รู้เขารู้เรา รบยังไงก็ชนะ >>>>
.
เมื่อเราทำแฟนเพจของเรา ออกมาให้ดีตามหลักการ 5 ข้อไปแล้ว ก็อย่านิ่งนอนใจ เพราะคงไม่ใช่เราที่ขายสินค้าเพียงรายเดียว
.
เราจึงจำเป็นต้องมาวิเคราะห์คู่แข่งด้วย
.
ข้อดีของการวิเคราะห์คู่แข่ง คือ เราก็จะรู้ได้ว่า คู่แข่งกับสื่อสารอะไรกับลูกค้า หรือกำลังมีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ
.
เราจึงควรจะมาวิเคราะห์คู่แข่งว่า คู่แข่งกำลังนำเสนออะไรต่อลูกค้าอยู่ เช่น คู่แข่งนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นคอนเทนต์วีดีโอสั้น และประสบความสำเร็จ เราก็ต้องวิเคราะห์ว่า ทำไมวีดีโอสั้นถึงประสบความสำเร็จ
.
ถ้าหาคำตอบเราอาจพบว่า คนสมัยนี้ชอบดูวีดีโอสั้นมากกว่า วีดีโอยาว เพราะกระชับ และเข้าใจได้รวดเร็ว เราก็อาจต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำเสนอคอนเทนต์
.
หรือคู่แข่งร้าน Aroi-Mak Buffet นำเสนอคอนเทนต์เนื้อวากิว A3 และนำเสนอภาพออกมาได้น่าสนใจ จนลูกค้าแห่ไปร้านกันจนแน่น และเราควรจะนำเสนออะไรเพื่อให้เทียบเคียง หรือชนะคู่แข่งได้
.
:::ทริคแอบส่องคู่แข่ง:::
เฟซบุ๊กมีฟีเจอร์ที่เด็ด ที่เราสามารถดูคู่แข่งผ่านเมนู “ความโปร่งใสของเพจ”
(Page Transparency)
.
ซึ่งวิธีคือ เข้าไปที่หน้าเพจของคู่แข่งแล้วเลือกหาเมนู Page Transparency
เข้าไปจะปรากฏข้อมูลของแฟนเพจนั้น ดังนี้
.
1.ประวัติของเพจ
เราสามารถดูได้ว่า คู่แข่งก่อตั้งเพจเมื่อไหร่ เปลี่ยนชื่อมากี่ครั้ง
.
2.คนที่จัดการเพจนี้
เราสามารถดูได้ว่า ผู้ที่เป็นแอดมินเพจนี้ อยู่ในภูมิภาคไหนของประเทศ
.
3.โฆษณาจากเพจนี้
เราสามารถดูได้ว่า บนเพจคู่แข่ง เคยยิงโฆษณาอะไรบ้าง ซึ่งข้อนี้มีประโยชน์มากที่ทำให้เรารู้ว่า คู่แข่งกำลังเน้นสินค้า และบริการอะไร ถึงขนาดที่ต้องยิงโฆษณา รวมถึงดูโฆษณาที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง
.
การวิเคราะห์คู่แข่งเสมอๆ จะทำให้เราตามโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงได้ทัน ซึ่งเราอาจพบอะไรใหม่ๆ หรือพบว่าอะไรที่เราควร และไม่ควรทำ

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราจะต้องไม่ละเลยเป็นอันขาด

------------------------

การทำแฟนเพจเฟซบุ๊ก ถ้าคิดจะเริ่มทำ พัฒนา และปรับปรุงทั้งที ก็ควรจะทำให้มีรากฐานที่แข็งแรง หรือที่เราเรียกว่า ให้เฟซบุ๊กแฟนเพจมีสุขภาพที่ดี

และเราอย่าลืมตรวจสุขภาพของแฟนเพจให้สม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถใช้แฟนเพจของเราให้เกิดประโยชน์ ให้ธุรกิจเราปังเพราะมีแฟนเพจที่ดีได้

ดังนั้น ชัดเจนว่า การที่คนมาไลค์เราเยอะมากที่สุด ไม่ได้มีค่าเท่ากับการมีคนมามีส่วนร่วมกับเพจเราได้มากที่สุด

แฟนเพจที่แข็งแรง จะเป็นรากฐานที่ดีในการต่อยอดทำแคมเปญการตลาด ให้ได้รับผลตอบรับที่ดีทีสุ

ว่าแล้ว กลับไปเช็คแฟนเพจ และทำออกมาให้ปังได้เลย!








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ