เทคนิคปรับคำโฆษณา ดึงลูกค้าด้วย Text Ads | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




เทคนิคปรับคำโฆษณา ดึงลูกค้าด้วย Text Ads

เทคนิคปรับคำโฆษณา ดึงลูกค้าด้วย Text Ads

Categories : เคล็ดลับการตลาดออนไลน์
Date : 2020-05-25 09:42:49

ปัญหาโลกแตก ว่า “Ads โฆษณาเราขึ้นอันดับ 1 บนหน้าแรก Google ก็แล้ว งบประมาณลงไปเยอะก็แล้ว”

“แต่ทำไมกลับมีคนมาคลิกที่โฆษณาของเราน้อย?”

บางทีปัญหานี้ อาจต้องย้อนกลับไปสำรวจในสิ่งที่เรียกว่า “Text Ads”

เพราะคนกว่า 49% คลิกเข้ามาดูโฆษณาเราจาก
Text Ads (ข้อความโฆษณา)

และยังมีสถิติยืนยันว่า Text Ads ที่ดี จะช่วยเพิ่มอัตราการคลิก ต่อการแสดงผล (CTR) เฉลี่ยได้มากถึง 23%

ด้วยสถิตินี้ ชัดเจนเลยว่า Text Ads มีความสำคัญแบบไม่เป็นสองรองใคร

ซึ่งการเขียน Text Ads ก็มีหลักการเพื่อให้ได้ผล และดึงลูกค้าได้

จะทำยังไง มาดูกันได้เลย

------------

เวลาทำโฆษณาบน Google ทุกๆโฆษณา จะประกอบไปด้วย Text Ads หรือข้อความบนโฆษณาของเราที่โชว์ต่อกลุ่มเป้าหมายบนหน้า Google Search เพื่อดึงดูดลูกค้าคลิกโฆษณาเข้าสู่เว็บไซต์ของเรา

ซึ่งส่วนประกอบ Text Ads หลักๆ จะประกอบด้วย

1.Headline - หรือหัวเรื่อง ซึ่งจะโดดเด่นที่สุด

ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชื่อธุรกิจ สินค้า บริการ จุดเด่น (เขียนได้ไม่เกิน 25 ตัวอักษร)

2.Description - หรือคำบรรยาย ซึ่งจะปรากฏใต้หัวเรื่อง
ตรงส่วนใหญ่จะเป็น ข้อความอธิบายสินค้า บริการเพิ่มเติม โปรโมชั่น ข่าวสาร (เขียนได้ไม่เกิน 35 ตัวอักษร)

3.Display Url - หรือ ลิงค์ที่เราใช้ขึ้นโฆษณา
ตรงส่วนนี้จะแสดงลิงค์หน้า Landing Page บนเว็บไซต์เรา

การจะทำให้ลูกค้ามาสนใจ Text Ads ของเรา ที่จริงแล้วต้องอาศัยเทคนิคการสื่อสารด้วย เพื่อดึงลูกค้า

เพราะต่อให้โฆษณาคุณขึ้นอันดับ 1 แต่ Text Ads ไม่มีความน่าสนใจ และดึงดูด ลูกค้าที่ไหนจะอยากมาคลิก จริงไหม?

มาดูกันดีกว่าว่า วิธีเขียน Text Ads ของเราให้ได้ลูกค้า มีอะไรบ้าง

-----------------

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 1. เคลียร์ให้ชัดว่า เราเป็นใคร และขายอะไร
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ที่ต้องบอกให้ชัดๆ เพราะพื้นที่ตรง Text Ads จำกัดตัวอักษร เราจึงต้องบอกไปเลยว่าธุรกิจของเราชื่ออะไร คืออะไร และที่สำคัญคือเราขายอะไร เพื่อใช้พื้นที่อันจำกัดนี้ให้คุ้มค่าที่สุด

การบอกตรงๆว่าเราเป็นใคร จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้อย่างน้อย ต่อให้ยังไม่เกิดการคลิกเข้ามาที่โฆษณาเรา แต่ก็ให้เกิดภาพจำในแบรนด์ของเราได้

เช่น “รองเท้าหนังผู้ชาย คุณภาพดี แบรนด์ Springa” เรารู้ได้ทันทีแบบไม่ต้องตีความว่าแบรนด์นี้ขายอะไร ภายใต้ชื่อแบรนด์อะไร

ซึ่งก็ตรงกับที่ Google บอกว่า Search Ads จะช่วยเพิ่ม Brand Awareness ได้กว่า 80% ด้วย

แต่ถ้าเราเน้นขายสินค้าเป็นลำดับแรก โดยที่ยังไม่ได้เน้นการสร้างแบรนด์ ก็สามารถนำเสนอ Headline เป็นสินค้าเราก่อนได้เลย แล้วเมื่อกลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาบนเว็บไซต์เรา ค่อยใช้จุดนั้นในการสร้าง Brand Awareness ก็ทำได้เช่นกัน

เช่น “รับซื้อรถมือสอง จ่ายสดทันที” เพราะวัตถุประสงค์หลัก คือการซื้อ-ขาย จึงอาจใช้สินค้า และบริการให้โดดเด่นกว่าชื่อแบรนด์ก่อน ก็ทำได้เช่นกัน

ซึ่งการเลือกที่จะบอกว่าขายสินค้าอะไร หรือชื่อแบรนด์อะไร ควรจะอยู่ในส่วนของ Headline เพราะเป็นส่วนสำคัญที่สะดุดตาที่สุด

::::::::::::::::::::::::::::::
 2.ชูจุดเด่น ที่ไม่เหมือนใคร
:::::::::::::::::::::::::::::::

คนทำธุรกิจ ต้องพยายามหาข้อแตกต่าง หรือจุดเด่นของสินค้าและบริการของตนให้ได้

และที่เราต้องนำเสนอเรื่องนี้บน Text Ads เป็นเพราะ ลูกค้าอาจไม่ได้เห็นโฆษณาของคุณเพียงรายเดียว อาจมีคู่แข่งที่ขึ้นโฆษณาเคียงคู่กับคุณด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเราจึงต้องนำเสนอจุดเด่น หรือจุดแตกต่าง

เช่น “ขายอุปกรณ์กีฬา ของแท้จากอเมริกา” - จุดเด่นที่หายาก
หรือ “ขายรองเท้าหนัง เคลือบสารนาโน เจ้าเดียวในไทย” - จุดเด่นที่สินค้า
หรือ “ซ่อมรถยุโรป ประสบการณ์กว่า 20 ปี” - จุดเด่นจากประสบการณ์
หรือ “ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เริ่มต้น 200 บาท” - จุดเด่นที่ราคา

การเพิ่มข้อความที่บ่งบอกจุดเด่น ที่มีความแตกต่างจากรายอื่นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ก็ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย เพราะถ้าลูกค้าคลิกเข้ามาดูแล้ว ไม่พบว่าเป็นความจริง ธุรกิจคุณเองที่จะเสียหาย

ซึ่งในข้อนี้ จะบอกตรง Headline หรือ Description ก็ได้ทั้งสองที่ แล้วแต่ว่าลูกค้าต้องการนำเสนอความโดดเด่นนั้นมากน้อยเพียงใด

:::::::::::::::::::::::::::::::::::
3.Call to Action คือจุดชิงชัย
:::::::::::::::::::::::::::::::::::

Call to Action ในทีนี้ คือข้อความที่ดึงให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจโฆษณาของเรา แบบที่พลาดไม่ได้
ยกตัวอย่าง "ไอโฟนรุ่นใหม่ ลดราคา 80% เฉพาะ 12-15 พฤษภาคม 63 นี้เท่านั้น!"

เห็นแค่นี้ เราก็อยากจะซื้อแล้ว เพราะหลักๆแล้ว Call to action เล่นกับความรู้สึกที่เรียกกันว่า Fear of Missing Out ก็คือ กลัวที่พลาดสิ่งดีๆไป

เพราะถ้าไม่คลิกเข้าไปดูรายละเอียดตอนนี้ อาจพลาดโอกาสซื้อไอโฟนที่ลดราคากว่า 80% ได้

นอกจากนั้น ยังมีสถิติที่บอกว่า การ Call to action ทำให้คนมาคลิกเราเพิ่มขึ้น กว่า 121% ด้วย

แต่สิ่งสำคัญในข้อนี้คือ เราต้องเขียนให้สอดคล้องกับโปรโมชั่นที่เรากำลังมีอยู่จริงๆด้วย เพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่ากำลังโดนหลอก

การใส่ Call to Action ตรงส่วนไหนของText Ads นั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าเราต้องการให้ โปรโมชั่นของเรานั้นประสบความสำเร็จ ก็สามารถใส่ตรง Headline ได้เลย

แต่ถ้าเป็นโปรโมชั่นที่ไม่ได้เน้นเป็นพิเศษ ก็ใส่ตรง Description ก็เพียงพอ

::::::::::::::::::::::::::::::
4.วิ่งตามสถานการณ์ให้ทัน
::::::::::::::::::::::::::::::

เรื่องการปรับ Text Ads ตามสถานการณ์ เราเห็นได้ชัดจากโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างกรณีร้านอาหาร ที่เปิดให้คนเข้าไปนั่งทานได้แล้ว แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายยังกังวลเรื่องความสะอาด

เราก็สามารถใส่ไปตรง Text Ads ได้เลยว่า "ร้านชาบูนายใน สะอาดปลอดภัย อบฆ่าเชื้อจานชาม อร่อยหายห่วง"

ลูกค้าอาจกังวลเพราะความไม่รู้ ก็จะได้สบายใจ

การที่เราตามสถานการณ์ จะทำให้เรารู้จุดอ่อน จุดแข็ง ที่เป็นกระแสอยู่ในแวดวงธุรกิจของเรา เพื่อที่จะเลือกสิ่งที่จะมานำเสนอได้ดีที่สุดด้วย

โดยข้อความในส่วนนี้ จะใส่บน Headline หรือ ตรง Description ขึ้นอยู่กับว่า สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ เรากระทบนักขนาดไหน

ถ้าเรากระทบหนักมาก อย่างเช่น ขายเนื้อหมูสด แล้วเจอไข้หวัดหมูระบาด เราอาจต้องใส่ไว้ใน Headline เลยว่า “หมูสดตราเฮียอู๊ด | สดสะอาด เลี้ยงด้วยระบบปิด ปลอดเชื้อ”

แต่ถ้าสถานการณ์นั้น ไม่ถึงขั้นวิกฤต เราใส่ตรง Description อย่างเดียวก็เพียงพอ

::::::::::::::::::::::::::::::
5.เติมข้อมูลให้สมบูรณ์แบบ
::::::::::::::::::::::::::::::

หากคุณทำได้ครบทุกข้อแล้ว ก็ต้องหันกลับมาสำรวจในข้อนี้

เพราะการเขียน Text Ads มีฟังก์ชั่น “Extensions” หรือส่วนขยาย ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่หลายคนละเลย

แต่อันที่จริงส่วนขยาย คือ ส่วนที่ทำให้ข้อมูลโฆษณาเรา “สมบูรณ์แบบ”

ซึ่งในนั้นจะมีให้ใส่

1.Call: คือเบอร์โทรที่ติดต่อได้
.
2.Callout: คือ จุดเด่นของธุรกิจ ร้านค้าเรา
.
3.Site links: คือ ลิงค์เสริม จากหน้าเว็บเรา เช่นลิงค์หน้าเพจบริการ, ติดต่อเรา, เกี่ยวกับเรา เป็นต้น
.
4.Structure Snippet: คือ สินค้า และบริการของเรา
.
5.Location: คือสถานที่ธุรกิจ ร้านค้าของเรา ซึ่งต้องเชื่อมกับ Google My Business ก่อน
.
6.Affiliate Location: สำหรับร้านที่มีหลายสาขา ซึ่ง Google จะแสดงผลสาขาที่ใกล้คนค้นหาที่สุด
.
7.Price: คือ ราคาของสินค้า เหมาะกับเว็บไซต์
E-Commerce
.
8.App: คือ การใส่ลิงค์ของแอพพลิเคชั่น เพื่อให้โหลดแอพฯ ได้ผ่านหน้าโฆษณา
.
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ ระบบของ Google จะใช้ Bot ในการสุ่มข้อมูล 8 ข้อนี้ ไปขึ้นโชว์ให้กับคนที่ค้นหาแล้วมาเจอโฆษณาของเรา

เราจึงควรต้องใส่ข้อมูลนี้ตรงนี้ให้ครบถ้วน เพื่อที่จะไม่ได้เสียโอกาสในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้า ให้ดีขึ้น

--------------

หลักการง่ายๆเพียง 5 ข้อ นี้ คุณก็สามารถที่จะทำให้โฆษณาของคุณโดดเด่นได้ง่ายขึ้นแล้ว

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องสำรวจดูธุรกิจของคุณด้วย ว่าจุดเด่นคืออะไร มีความเฉพาะเจาะจงอะไรที่ต้องนำเสนอบ้าง และข้อมูลที่จะนำเสนอครบถ้วนหรือไม่ด้วย

ถ้าคุณสามารถทำได้ รับรองว่าค่า CTR (อัตราการคลิกต่อการแสดงผล) ก็จะสูงขึ้น รอให้กลุ่มเป้าหมายคุณมาคลิกจนกลายเป็นลูกค้าได้อย่างสบายใจ


การเขียน Text Ads จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรจะมองข้ามอีกต่อไป

เมื่อรู้แล้ว ก็ลองกลับไปสำรวจโฆษณาของตัวเองกันได้เลย









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ