รู้จัก F-Factors ปัจจัยใหม่แห่งการตัดสินใจซื้อ ของคนยุคนี้ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




รู้จัก F-Factors ปัจจัยใหม่แห่งการตัดสินใจซื้อ ของคนยุคนี้

รู้จัก F-Factors ปัจจัยใหม่แห่งการตัดสินใจซื้อ ของคนยุคนี้

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2020-06-29 10:00:44

โลกกำลังมีปัจจัยใหม่ ในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

ใครไม่ใส่ใจ อาจไม่ทันกระแสการตลาดยุคดิจิตอลเลยก็ว่าได้

เราเรียกว่า "F-Factors"

เรื่อง F-Factors นี้ ถูกตีแผ่โดย Philip Kotler
ผู้ถูกจัดอันดับเป็น 1 ใน 6 นักคิดที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ โดย The Wall Street Journal

โดยเขาได้ศึกษาจากผลสำรวจในหลายธุรกิจ และกลับพบข้อมูลว่า

กลุ่ม F-Factors มีอิทธิพลต่อการตัดใจซื้อสินค้าที่สุดในยุคปัจจุบัน

แล้ว F-Factors คืออะไร?
และเมื่อรู้แล้วจะเอาไปประยุกต์กับธุรกิจคุณได้อย่างไรบ้าง?

เราจะเล่าให้ฟัง...

----------------------------------------------

ในสมัยก่อนที่ยังไม่ใช่ยุคดิจิตอล อิทธิพลการตัดสินใจของลูกค้าบางส่วนมาจากโฆษณาที่น่าดึงดูดจนเกินจริง หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า F-Factor มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่า

ซึ่งกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย

- Followers กับ Fans เป็นชื่อเรียกคนที่อยู่บนทวิตเตอร์,
เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียอื่นๆ

- Friends กับ Family เป็นชื่อเรียกคนรอบตัวที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อตัดสินใจซื้อของเรา

--
.
เริ่มกันที่กลุ่มแรก...

<<<< กลุ่ม Followers, Fans >>>>


กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ในยุคดิจิตอล
โดยกลุ่ม Fans เป็นชื่อเรียก คนที่อยู่บนเฟซบุ๊ก
และ Followers เป็นชื่อเรียก คนที่จะอยู่บนทวิตเตอร์

ที่ Philip Kotler ยกตัวอย่างเป็น 2 แพลตฟอร์มนี้
เพราะเฟซบุ๊กคือโซเชียลมีเดียที่มีคนใช้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ถึง 3 พันล้านคน และ ธุรกิจใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารมากที่สุด รองลงธุรกิจเลือกใช้ทวิตเตอร์

ส่วนเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีพลัง
เป็นเพราะพฤติกรรมคนสมัยนี้ไม่เชื่อในโฆษณาที่ดูเกินจริง

จนมีผลสำรวจว่า คน 90% เชื่อเพื่อนบนเฟซบุ๊กมากกว่าคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเสียอีก

คนจึงต้องไปหาข้อมูลจากรีวิว และสอบถามคนบนโลกออนไลน์ที่มีประสบการณ์ใช้งานสินค้ามาก่อน

กรณีนี้ เราจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนได้จาก
แฮชแท็ก #ไว้รีวิวห้ามขายของโว้ยยย ซึ่งเป็นแฮชแท็กที่เกิดขึ้นเมื่อปี 3 ปีที่แล้ว และยังคงเป็นแฮชแท็กอมตะที่คนยังใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ตรงกับผลสำรวจที่บอกว่าคน 70% คิดว่าโฆษณาในยุคปัจจุบัน มีการนำเสนอที่ดูเกินจริง

การดูรีวิวจึงจำเป็น เพื่อพิจารณาสินค้านั้นจากผู้ที่มีประสบการณ์ใช้งานจริงนั้นมาก่อน

ที่สำคัญอีกข้อ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีพลังมาก เพราะ
โซเชียลมีเดียคือ “สังคมแห่งการบอกต่อ”

สมัยก่อน การบอกต่ออาจใช้เวลาเป็นเดือน
แต่โซเชียลมีเดียทำให้การบอกต่อเกิดขึ้นภายใน หนึ่งหรือสองวัน ผ่านการแชร์ ไลค์ คอมเม้นต์ ทวิต

ด้วยเหตุผลหลักๆ ทั้งหมดนี้ กลุ่ม Followers, Fans จึงมีความหมายมากในยุคนี้

และอีกกลุ่มหนึ่งคือ

<<<<< กลุ่ม Friends, Family >>>>>


กลุ่มนี้คือ เพื่อน และครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่อิทธิพลกับในการตัดสินใจซื้อทุกยุคทุกสมัย

ตรงนี้ Nielsen บริษัทวิจัยระดับโลก ได้พิสูจน์จากสถิติว่า
คน 92% เชื่อเพื่อน และครอบครัวมากกว่าคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่คนสองกลุ่มนี้ มีพลังในการตัดสินใจซื้อกับเรา เป็นเพราะ
คนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มคนที่ใกล้ตัวลูกค้าที่สุด

สำหรับเรื่องครอบครัว ข้อหลักๆที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะ...

เวลาจะซื้อสินค้าอะไร คนในครอบครัวต้องนึกถึงรายได้ ว่าเหมาะสมไหม

มีความต้องการ และความจำเป็นอย่างไร ครอบครัวจึงมีผลค่อนข้างมาก

สำหรับเรื่องเพื่อน ก็มีความสำคัญ ไม่แพ้กัน และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะ...

เพื่อนคือคนเราไว้ใจ การที่เพื่อนได้แนะนำอะไรกับเรา เราจะมีความมั่นใจมากขึ้น

ตรงกับผลสำรวจที่บอกว่า คน 81% ยอมรับว่า โพสต์บนของเพื่อนบนโซเชียลมีเดีย มีผลต่อการตัดใจซื้อ

แม้ทั้ง 2 กลุ่มนี้มีอิทธิพลกับเรามาในทุกยุคทุกสมัย แต่ในยุคนี้

ทั้งเพื่อนและครอบครัว ก็มักจะดูรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อจริง เช่นกัน

ทำให้ ทั้งกลุ่ม Followers, Fans, Friends, Family มีจุดที่เชื่อมโยงกันบนโลกออนไลน์

--------------------------------------------

<<<<แล้วธุรกิจเราควรปรับตัวอย่างไร กับ F-Factors?>>>>


โจทย์ที่สำคัญที่เราต้องทำ
เพื่อให้โดนใจกลุ่ม F-Factors คือ

1.เราต้องทำให้โฆษณาของเราไม่ดูเกินจริง
ล่าสุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดเผยว่า เรื่องที่มีคนร้องเรียนเข้ามามากที่สุด คือ “การทำโฆษณาเกินจริง”
ทางแก้ในเรื่องนี้ คือการโฆษณาสินค้า ให้ตรงกับคุณสมบัติเราจริงๆ หาจุดเด่นและดึงออกมาโฆษณาให้โดนใจที่สุดจะดีกว่า เช่น ถ้าเราขายฟิลม์กันรอยมือถือ ก็ต้องบอกคุณสมบัติจริงๆว่ากันรอยอะไรได้บ้าง ไม่โฆษณาเกินจริงว่ากันได้ทุกรอย

2.ทำโฆษณาให้ดูเป็นมิตรกับผู้รับสื่อมากขึ้น
ปัจจุบันหลายแบรนด์หันมาทำโฆษณาให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจมาก คือ แสนสิริ ที่ใช้คำโฆษณาบนแบนเนอร์ว่า “ผ่อนให้ ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย 2 ปี! จองเลย!” แบรนด์ใหญ่ที่ทำหมู่บ้าน และคอนโด อย่างแสนสิริ ก็ยังใช้คำเพื่อให้เข้าถึงกลุ่ม F-Factors เพื่อให้ไม่ดูเป็นทางการจนเข้าไม่ถึงลูกค้า

3.ใช้การรีวิวให้เป็นประโยชน์
ในระยะหลัง เราจะเห็นการรีวิวสินค้า ผ่านการไลฟ์สด
และการรีวิวสินค้าบนยูทูปมากขึ้น นั่นเป็นเพราะหลายธุรกิจเองก็เข้าใจว่า F-Factors กำลังเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ลองจัดทำช่องทางสำหรับการรีวิวสินค้า ให้ Micro-Influencer ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนมามารีวิวสินค้าให้เราบ้าง

4.ทำโปรโมชั่นให้โดนใจกลุ่ม F-Factors
ยกตัวอย่าง ปัจจุบันมีการทำโปรโมชั่น ให้ชวนเพื่อนมาร้าน
เช่น บุฟเฟ่ต์มา 4 จ่าย 3 แปลว่าถ้ามีคนอยากกินแค่คนเดียว คนนั้นต้องไปโน้มน้าวเพื่อน หรือคนในครอบครัวอีก 3 คน เพื่อให้มากินร้านนั้นด้วย

5.ฟังเสียงคนกลุ่มนี้ เพื่อพัฒนาสินค้า
ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าสินค้าของคุณไม่ได้มีการพัฒนา
ส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาสินค้าได้ ก็ต้องใส่ใจในกลุ่ม F-Factors นี้นั่นเอง โดยเราควรใส่ใจในคอมเม้นต์ เมจเสจทางเฟซบุ๊ก ไลน์ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเสียงชมหรือติ
เพื่อเอาไปพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน

---

การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคนี้ ทำให้การตัดสินใจของลูกค้าเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว

เรื่อง F-Factors จึงเป็นเรื่องที่คนทำการตลาดออนไลน์ทุกคนต้องใส่ใจ

แต่ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเอง ก็ช่วงอายุ พฤติกรรม และความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไป

การเข้าใจในปัจจัย 4 หรือ F-Factors นี้ ก็จำเป็นต้องดูองค์ประกอบอื่นๆด้วยให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา เพื่อที่เราจะได้นำเสนอสินค้าของเราให้ดีที่สุด โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ