ปั้นลูกน้องให้เก่ง และเป็นงาน | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




ปั้นลูกน้องให้เก่ง และเป็นงาน

ปั้นลูกน้องให้เก่ง และเป็นงาน

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-09-25 09:36:26

บทความโดย คุณสุจินต์ จันทร์นวล 

“มันก็คล้ายๆกับการย้อมผ้านั่นแหละ  มันต้องดูก่อนว่าผ้าที่จะย้อมนั้นมีคุณสมบัติยังไง  เป็นผ้าประเภทไหน  ย้อมง่ายหรือย้อมยากแค่ไหน  รู้แล้วจึงผสมสีหนาบาง  ให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า  ใช้ความร้อนในการย้อมมากน้อยและนานแค่ไหน  จากนั้นต้องเอามาผ่านอีกกี่ขั้นตอน ในการซักล้างหรือผสมอย่างอื่นลงไปอีก  ถึงจะได้ผ้าสีที่ต้องการในท้ายสุด  รู้ว่าผ้าชิ้นนี้ควรเอาไปตัดเย็บแบบไหน ออกมาจึงจะสวยดูดีมีราคา  แถมยังต้องรู้วิธีที่จะถนอม  และรักษาผ้าที่ย้อมนั้น  ให้ใช้ได้นานๆด้วย

จากการใกล้ชิด  และทำงานร่วมกันไป  เราก็จะสามารถประเมินได้หลายๆแง่มุม  จากผลงาน  จากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น  องค์ประกอบต่างๆ  ตอบโจทย์ที่เราอ่านเค้าไว้  ว่ามันถูกต้องมากน้อยแค่ไหน  ตรงนี้ก็จะรู้ว่า  กับคนๆนี้จะต้องใช้วิธีไหน  ที่จะนำเขาไปสู่ทิศทางที่เราต้องการ  จะต้องพูดจาแบบไหนอย่างไร  แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

เราต้องปรับแนวทางของเรา  ให้เข้ากับแต่ละคน  เหมือนเทลเลอร์เมดนั่นแหละ  บางคนพูดนิดเดียวไม่ต้องมาก  ก็เข้าใจได้อย่างดี  บางคนต้องอธิบายกันยาวยืด  ไม่พอยังต้องมียกตัวอย่างด้วย  บางคนทำยังไงก็ไม่เก็จ   ต้องใช้วิธีสบประมาทกัน  จึงจะเวิร์ค

ตลอดเวลาเหล่านี้  มันก็ย่อมมีหลายๆเรื่อง  หลายๆเหตุการผ่านเข้ามา  การที่ต้องผ่านสิ่งเหล่านั้น  มันก็มองเห็นหลายๆอย่างในตัวเขาเพิ่มขึ้น  มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เรื่อยๆ  จะช่วยให้เราและเขา เข้าใจและไปกันได้ดีขึ้น  

เวลาเขาทำพลาด  เราจะไม่ตำหนิหรือด่า  แต่เราจะเอามาวิเคราะห์ร่วมกับเขา  ว่ามันผิดมันพลาดเพราะอะไร  ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  ทางแก้เขาคิดว่าจะต้องทำอย่างไร  ของเรามีความเห็นอย่างไร  เหมือนกับใช้เรื่องนี้มาเป็นเคสสตัดดี้

เราบอกกับพวกเขาว่า เราไม่เห็นว่าความผิดพลาดในการทำงาน  เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย  เพราะการทำงาน  มันก็ต้องมีการผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา  เราเองยังทำผิดทำพลาดอยู่บ่อยๆ  คนไม่ทำต่างหากถึงไม่มีผิด ไม่มีพลาด  ไม่ผิดจะรู้ได้ไงว่า  ถูกนั้นเป็นยังไง  ขอเพียงแต่เมื่อผิดแล้ว  อย่าผิดซ้ำอีกก็แล้วกัน  รับไม่ได้   

เหตุผลก็คือ  ถ้ามันผิดซ้ำแบบเดิมอีก  ก็แปลว่าความผิดพลาดครั้งแรกนั้น  มันไม่ได้เป็นครู  มันไม่ได้สอนอะไรเราเลย  ผิดซ้ำสองแบบเดิม มันเท่ากับเราโง่  เราขาดสติปัญญา  เราไม่ใส่ใจกับการทำงาน เราไม่พยายามเรียนรู้  ซึ่งเท่ากับไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง  เราไม่อยากมีลูกน้องแบบนี้  ในสังคมนี้

การใช้หลักคิดแบบนี้  ทำให้ลูกน้องเกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น  ผลงานที่ออกมามันจึงต่างกับของคนที่ลังเลกล้าๆกลัวๆ  ปัญหาจากความผิดพลาดเก่าๆลดน้อยลงไป  ถึงมีเกิดขึ้นใหม่  ก็แก้ไขได้ไม่ยาก  ใช้แนวนี้ไปเรื่อยๆ  จนภายหลัง  เขาวิเคราะห์กันเองได้  ว่ามันผิดมันพลาดตรงไหน  และจะต้องแก้อย่างไร  เพราะเราทำแบบแผน แนวทางไว้ก่อนแล้ว

ในแทบทุกปัญหาเรื่องงาน  เราก็จะคุยกับคนที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบ  ทำนองว่าเขาคิดอย่างไร  จะต้องทำอย่างไรดี  เพราะอะไร  ด้วยเหตุผลอะไร  บางทีมันก็ออกมาเพอร์เฟ็ค  เราก็ชมและให้ทำอย่างที่เค้าคิด  บางทีอาจไม่ถูกทาง  เราก็แนะว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นดีมั้ย  เพราะอะไร  เค้าเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร

เราไม่ใช้วิธีสั่งเฉยๆ  เพราะมันเท่ากับพวกเค้าไม่ต้องคิดอะไรเลย  แค่คอยทำตามที่เราสั่ง  เมื่อไหร่ที่เราไม่สั่ง  พวกเขาไม่ทำ  พวกเขาไม่ผิดนะ  เราผิดเอง  ที่ไม่สอน  หรือฝึกให้พวกเขาคิด  ไม่มีสิทธิจะมาบ่นหรอก  ว่าลูกน้องไม่ได้เรื่อง  ในเมื่อเราไม่บอกพวกเขาเอง  ว่าเรื่องมันเป็นยังไง

คนที่เป็นนายส่วนใหญ่  มักคิดและรู้สึกแบบนั้นนะ  พอทำตามสั่งได้ดี  ก็จะมีข้อตำหนิว่า  ต้องสั่งถึงทำ  ไม่สั่งก็ไม่ทำ  อยากให้ช่วยคิดช่วยตัดสินใจ  ไม่ต้องสั่งกันทุกย่างก้าว  พอช่วยคิดช่วยตัดสินใจได้  ก็เกิดกลัวอีก  กลัวลูกน้องจะมีอำนาจมากกว่า  คนเกรงกลัวให้การยอมรับมากกว่า 

ถึงแม้มันจะดูว่าเสียเวลา  ต้องใช้ทุนในเรื่องความตั้งใจ  หรือความอดทนมากนะ  ที่จะทำแบบนี้ แต่อย่างที่เราเคยพูดน่ะ  จะทำอะไรมันต้องมีจุดมุ่งหมายมีเป้าหมาย  อยากได้ลูกน้องดีๆ เก่งๆ มันก็ต้องลงทุน  ต้องยอมเสียอะไรบ้าง  ไอ้ที่จะได้กันมาถูกๆฟรีๆ  มีที่ไหน

อยากได้ลูกน้องเก่งๆดีๆ  ก็ต้องฝึกต้องสอนต้องสร้างขึ้นมาเอง  แรกๆก็ต้องอดทนและลงทุนกันหน่อย โดยเฉพาะทางใจ  ต้องมีใจ  และให้ใจพวกเขา  ใจก็ต้องเป็นใจจริงนะ  ไม่ใช่ใจเทียม  ให้เสียก่อน  เราถึงจะได้มาทีหลัง  ได้มาเมื่อไหร่  ทีนี้เราก็ติดปีกบินได้  พวกเขาจะเป็นคนหนุนให้เราสูงขึ้น  จากผลงานที่พวกเขาทำ

ที่ว่าหนุนให้สูงขึ้นนั้น  ไม่ใช่แค่พูดให้ดูดี  แต่มองไปให้ลึกๆ  จะเห็นความเป็นจริง  ผู้นำที่ไม่มีคนตามนั้น  จะเป็นผู้นำได้อย่างไร  ใครจะเกรงกลัว  ใครจะเชื่อว่ามีความสามารถ  ใครจะเชื่อว่ามีฝีมือ

 ผิดกับการเป็นผู้นำ  ที่มีลูกน้องมีฝีมือตามอยู่เพียบ  นำหนักของผู้นำสองแบบนี้จะต่างกันมาก  คนหนึ่งมีฐานลูกน้อง อีกคนไม่มีเลย  คนที่อยู่บนฐานนั้น  ย่อมมีระดับสูงกว่าแน่นอน  ยิ่งฐานมากและฐานสูงขึ้นเท่าไหร่  คนที่อยู่บนยอดฐานนั้น  ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปด้วย

ในการลงทุนนี้  จะเห็นผลได้เร็วและแน่นอน  ก็ต้องมีการทดสอบ  การทดสอบก็คือ  การให้งานใช้งานเขา  ใช้หลายๆแบบหลายๆชนิด  เพื่อจะได้วัดผลว่าแต่ละชนิดนั้น   มีผลออกมาอย่างไร  ดี  พอใช้ หรือต้องปรับปรุง  ผลเหล่านั้นจะเป็นตัวชี้บอกว่า  คนๆนั้นทำงานแบบไหนได้ดีที่สุด  จากงานที่ให้ไปทั้งหมดหลายๆแบบ

วิธีนี้ก็คือ  วิธีการค้นหาตัวตนที่แท้จริง  ของแต่ละคนออกมา  ผ่านการให้ทำงานหลายๆอย่างหลายๆหน้าที่  มีทั้งแบบโรเทชั่นอย่างเป็นระบบ  และการใช้งานเป็นคนๆไป  ทดสอบดูสักพักสองสามชนิดก็จะพอรู้ว่า  คนๆนั้นชอบงานแบบไหน  เพราะงานแบบนั้นมันจะออกมาดีกว่าเพื่อน  และหากสังเกตุดูก็จะพบว่า  เขามีความสุขกับการทำมัน  มากกว่างานแบบอื่น

เราก็จะให้เขาทำงานในแบบนั้นอย่างเต็มตัว  นั่นคือการใช้คนให้ถูกกับงานอย่างแท้จริง”          








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ