วิธี สัมภาษณ์งาน ของ "เจ้านายช่างเลือก" | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




วิธี สัมภาษณ์งาน ของ

วิธี สัมภาษณ์งาน ของ "เจ้านายช่างเลือก"

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-09-11 09:28:15

“จริงแล้วเรื่องนี้มันเป็นศาสตร์นะ มีตำหรับตำรา มีการร่ำเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นแขนงวิชา มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา ซึ่งเราไม่เคยได้ร่ำเรียนมาหรอก มันมาจากพื้นฐานประสบการณ์ของชีวิต จากการฟังมาก ดูมาก อ่านมาก เก็บโน่นนิดนี่หน่อยเอามาใช้ ผสมผสานกับคอมมอนเซนส์ธรรมดาๆนี่เอง พอใช้บ่อยเข้าๆก็เริ่มชำนาญขึ้น


วิธีคิดคำถามก็ไม่ยาก อย่างอยากจะรู้ว่าคนที่เรากำลังสัมภาษณ์นั้น มาจากครอบครัวแบบไหน ฐานะเป็นยังไง เพื่อจะประกอบการอ่านว่า คนๆนี้ถูกหล่อหลอมมายังไง เราก็ถามแบบคุยเจ๊าะแจ๊ะ เหมือนก็ถามไปงั้นๆแบบชวนคุยมากกว่า


โดยเริ่มจากว่า บ้านอยู่ที่ไหนล่ะ พอตอบมาก็จะรู้ว่า เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมยังไง ในย่านที่ดีหรือไม่ดี มาที่นี่ยังไง หาที่นี่ยากมั้ย ถ้าบอกว่าขึ้นรถเมล์มา ก็เดาว่า ทางบ้านคงฐานะปานกลาง ถ้าบอกว่านั่งแท็กซี่มา ก็เดาว่าเป็นคนที่บริหารจัดการเวลาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้เงินแบบไม่ประหยัดนัก ถ้าบอกหาไม่ยาก ก็จะถามอีกว่าเคยมาแถวนี้ก่อนเหรอ ถ้าบอกว่าไม่เคย ก็แปลว่า น่าจะมีไหวพริบพอสมควร

บ้านเป็นลักษณะไหน กี่ชั้น กี่ห้อง อยู่กันกี่คน ใครบ้าง คนนั้นทำอะไรคนนี้ทำอะไร เป็นบ้านของพ่อแม่ บ้านเช่า ต้องเข้าซอยไปลึกมั้ย กลับดึกน่ากลัวหรือเปล่า คำตอบที่ได้มา ก็จะมองเห็นภาพ พอเดาได้ว่าครอบครัวนี้มีฐานะระดับไหน ยิ่งมีห้องหับลงตัวกับจำนวนคนที่อยู่ในบ้าน ก็จะสะท้อนถึงสไตล์และแนวคิดของหัวหน้าครอบครัว ในเรื่องการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว


ใครเป็นใคร และจำนวนผู้คนในบ้าน ใครทำอะไร มันก็คือภาพ ลักษณะสังคมที่คนๆนั้นอยู่ อย่างถ้าเป็นลูกคนเดียว อยู่กับพ่อกับแม่แค่นั้น แถมพ่อยังขับรถมาส่ง ก็พอจะเดาเอาว่า คงจะมีนิสัยใจคอแบบคุณหนู ในกรณีเป็นผู้หญิง หากเป็นชายก็คงเป็นประเภทที่ ไม่ติดดินสักเท่าไหร่


พ่อทำอาชีพอะไร แม่ทำอะไร ถ้าเป็นข้าราชการก็จะถามต่อไปเรื่อยๆ กระทรวงไหน ระดับไหน ฯลฯ คำตอบก็จะพอเดาไปในเรื่อง ฐานะทางการเงินของครอบครัวได้ รวมทั้งระดับความรู้และวุฒิภาวะ ความสามารถในการอบรมสั่งสอนลูก


พ่อกับแม่นี่ ใครดุกว่ากัน กลัวใครมากกว่า พ่อเป็นคนยังไง แม่เป็นยังไง อะไรด้านไหนของพ่อที่ชอบที่สุด ของแม่ล่ะ คำถามทำนองนี้ คำตอบที่ได้ออกมา มันจะพอเดาได้ว่าคนๆนี้ ถูกหล่อหลอม ถูกอบรมสั่งสอนมายังไง


ถามไถ่ไปเรื่อยๆเปื่อยแบบนี้แหละ มันจะทำให้รู้ปูมหลังของคนๆนั้นได้ ทำให้พอประเมินได้ว่าจะมีภูมิต้านทานในเรื่องน้ำอดน้ำทนหรือไม่เพียงใด คือหากชีวิตความเป็นมาตั้งแต่เด็ก สดวกสบายมาตลอด เพราะครอบครัวมีฐานะ ไม่เคยเจอปัญหาความจน ความยากลำบาก อยากได้อะไรก็ได้ พ่อแม่หาให้ ดูแลมาอย่างดี พื้นฐานจิตใจก็อาจดี แต่ความอดทนจะมีน้อย กว่าคนที่มีปูมหลังลำบากยากจน


แต่ก็เถอะ มันแค่ส่วนเล็กๆน้อยๆ ที่จะเอามาใช้ประกอบในการอ่านคน จากคำถามคำตอบ มันมีอีกหลายแง่หลายมุม อย่างเช่นในแง่ที่เราอยากรู้ว่า คนๆนี้จะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีไหม เราก็อาจอ้อมไปถามเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง สมัยเรียนหนังสือ อย่างมีเพื่อนแบบไหน มากน้อยยังไง ประเภทไหนคบได้ ประเภทไหนคบไม่ได้ ทำไมเพราะอะไร เคยทำกิจกรรมอะไรไหม ในฐานะอะไร ลูกทีมหรือประธานกลุ่ม ฯลฯ


ถ้าเคยทำงานมาแล้ว ก็ถามถึงสภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานที่เก่า ทำไมถึงลาออก ทำไมไม่ทำยังงั้นยังงี้ แล้วสมมุติว่าถ้าที่ใหม่ เป็นก็เกิดเหตุการและปัญหาเช่นกัน จะทำตัวยังไง แก้ปัญหายังไง ก็เอาเรื่องจริงๆที่จะเกิดขึ้นกับเค้านั่นแหละ มาถามแบบสมมุติ อย่างเช่นเจอเพื่อร่วมงานไม่ดี เจอหัวหน้าแย่ๆ คำตอบมันจะพอที่จะเดาความคิดและพฤติกรรมได้


บางคำถามมันก็หยิบเอามาจากการบอกเล่าของเค้าเอง เพื่อจะได้รู้ว่าที่บอกเล่านั้น เป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้น ให้ตัวเองมีภาพที่ดีกันแน่ อย่างเช่นเวลาถามว่าเวลาว่างชอบทำอะไร ถ้าคำตอบคืออ่านหนังสือ ดูทีวี ฟังเพลง อะไรทำนองนี้ เราก็จะถามลึกลงไปในแต่ละเรื่องเลย


เช่นที่ว่าชอบอ่านหนังสือ เป็นหนังสือประเภทไหน อ่านเรื่องอะไรมาบ้าง ชอบใครเขียน หรือถ้าบอกอ่านหนังสือพิมพ์ ก็จะถามว่าชอบอ่านอะไรก่อน อ่านหน้าไหน ดูทีวีก็ดูช่องไหน ดูละคร ดูหนัง ดูข่าว ดูสารคดี หรือดูเกมโชว์ รายการอะไรช่องไหน ทำไมเพราะอะไร ฯลฯ เราก็จะอ่านเขาจากคำตอบได้ ว่าเขาสนใจเรื่องอะไรแบบไหน มันก็สะท้อนว่าเขามีอะไรในสมอง หนักไปทางเรื่องอะไร


คือถ้าเป็นเรื่องจริงต้องตอบได้แบบลื่นไหลไม่ลังเล แต่หากแต่งขึ้นเองก็จะเริ่มอึกอัก ตอบเลี่ยงๆ ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงเราก็จะรู้ทันที ให้คะแนนทั้งบวกและลบไว้ในใจ ถ้าเป็นเรื่องจริงเราก็จะรู้ได้ว่าคนๆนี้ ในสมองมีอะไรมากน้อยแค่ไหน มีสาระไม่มีสาระยังไงจากการเสพของเค้า”


“เดี๋ยวก่อนๆ จับได้ว่าเค้าพูดไม่จริงแต่งเรื่องให้ตัวเองดูดี ยังมีคะแนนบวกให้อีกหรือ บวกยังไง ยังไม่ทันไรก็โกหกแล้ว ยังจะคิดรับเข้ามาทำไม?”

“จะบอกให้งานน่ะมันมีหลายแบบ แต่ละแบบก็ต้องใช้คนทำที่มีคุณสมบัติต่างกัน เช่นบางประเภทนะ ต้องเอาคนที่ซื่อตรง คนที่ละเอียดรอบคอบ และร่ำเรียนมาจริงๆทำ อย่างเช่นงานบัญชีการเงิน งานบางอย่างมันต้องเอาคนที่กลมกลิ้ง มีไหวพริบ ทำให้คนเชื่อในคำพูดของตัวเองเก่ง อย่างเช่นงานขายงานการตลาด จะเอาคนที่ตรงไปตรงมา ซื่อๆทื่อๆ พูดไม่ค่อยเป็น มาทำก็ไม่เหมาะสม


ดังนั้นไอ้คนที่พยายามสร้างภาพมาหลอกเราให้เชื่อ คะแนนบวกในตัวก็คือ ความคิดสร้างสรร ความพยายามในการสร้างเรื่อง มาโน้มน้าวเราให้เชื่อถือ หรือพยายามขายตัวเองให้เราซื้อ ให้เราตัดสินใจรับเข้าทำงาน เท่ากับว่าคุณสมบัติเรื่องนี้ในตัวนับว่าใช้ได้ ถ้าจะรับเซลล์คนๆนี้ก็จะเหมาะสม เอามาพัฒนาต่อยอดได้ไม่ยาก มีพื้นฐานอยู่แล้ว”


“เออก็จริงนะ ลืมคิดไป หยั่งงี้เวลาจะตั้งคำถาม ในการพูดคุยสัมภาษณ์ใคร เพื่อจะเอามาทำงานแบบไหน มันก็จะไม่เหมือนกันนะสิ?”


“วิธีคิดว่าจะตั้งคำถามอะไรยังไง ที่จริงมันมีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว จากงานที่เราจะรับใครเข้ามาทำน่ะ ลองฟังดู และคิดตามช้าๆนะ จะเห็นชัดเจนเลย คืองี้
ก่อนเราจะรับคนมาทำงาน เราก็รู้ก่อนแล้วว่า จะเอาเค้ามาทำงานอะไร หน้าที่ไหน เราเองก็ต้องรู้ด้วยว่างานนั้นๆ มันต้องทำยังไง เริ่มตรงไหน ไปยังไง และจบยังไง


คนที่จะทำงานแบบนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร มีความรู้แค่ไหน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุประมานเท่าไหร่


ก็แค่เขียนมันออกมาเป็นข้อๆ ในเรื่องสโคปและรายละเอียดของงาน จากนั้นก็เขียนเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะทำงานนี้ได้อย่างดี ว่าต้องมีอะไรเป็นอย่างไรบ้าง ออกมาเป็นข้อๆ


จากคุณสมบัติแต่ละข้อนั่นแหละ คือตัวตั้งในการเอามาสร้างโจทย์ถามได้ ว่าเราอยากรู้อะไรด้านไหนของคนที่มาสมัคร มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้หรือไม่
อย่างเช่นเราต้องการรับคนมาทำงานในหน้าที่ประสานงาน เป็นแอดมินอะไรทำนองนี้ คุณสมบัติที่สำคัญข้อหนึ่ง คือต้องเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ สื่อสารพูดจากับคนได้ดี เข้ากับคนอื่นได้ไม่ยาก มีแนวคิดในเรื่องการจัดการได้ดีพอสมควร แยกแยะความสำคัญก่อนหน้าหลังได้ เป็นคนมีระเบียบและเคารพขั้นตอนกติกา อะไรทำนองนี้


วิธีการหยั่ง และทดสอบความคิดความอ่าน ก็จะใช้คุณสมบัติเหล่านั้นมาเป็นหลักในการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ ไอ้รูปแบบเดิม ในเรื่องการเรียนรู้หาข้อมูลจากปูมหลังของคนที่ว่านั้น มันต้องทำก่อนอยู่แล้ว เพื่อรู้พื้นฐานเสียก่อน


เพียงแต่ว่าในบางแง่ คำถามมันจะลึกและมากกว่าด้านอื่นๆ อย่างเช่น มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับคนอื่นมาอย่างไร เอาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือก็ได้ มีวิธีอย่างไร ในการที่จะเข้ากับคนที่ดูเฉยชา และไม่ชอบจะเสวนากับใคร ทำยังไง จะใช้คำพูดแบบไหน ให้เค้าร่วมมือ และตอบสนองเราได้ ฯลฯ
พูดง่ายๆว่า ก่อนจะรับคนเข้าทำงาน มันต้องรู้ก่อนว่าสเป็คของงานเป็นอย่างไร เมื่อรู้สเป็คของงาน ก็จะกำหนดสเป็คของคนที่จะทำออกมาได้ เมื่อมีสเป็คของคนที่จะทำ ก็จะสามารถเอาสเป็คคนนั้น มาสร้างเครื่องมือในการกลั่นกรองคน ให้ตรงกับสเป็คได้









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ