มีนายดี คือลาภอันประเสริฐ | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




มีนายดี คือลาภอันประเสริฐ

มีนายดี คือลาภอันประเสริฐ

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-08-27 14:57:55

บทความโดย สุจินต์ จันทร์นวล


“ลองคิดให้ดีนะ คนทำงานอาชีพรับจ้าง กินเงินเดือนเขานั้น จะรุ่งจะร่วง จะก้าวหน้าหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ที่ความรู้ความสามารถ และคุณสมบัติต่างๆในตัวเราอย่างเดียว มันอยู่ที่คนเป็นนายเราด้วย เพราะอำนาจในการให้คุณให้โทษอยู่ที่เขา ถ้าเป็นนายที่ดี เขาก็จะให้คุณเรา ก็หมายความว่า เขาสนับสนุน เขาปกป้อง และส่งเสริมเรา ถ้าเขาให้โทษ ก็เท่ากับปิดทางก้าวหน้าเรา

ดังนั้น ถ้าเราได้นายดี ชีวิตการทำงานของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง นายจึงมีความสำคัญกับเรามาก ทำงานกับเขาสักปีสองปีก็รู้แล้ว ว่านายเป็นคนอย่างไร เขาจะทำให้เราก้าวหน้า ถอยหลัง หรือหยุดอยู่กับที่ ในขณะที่เราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ

เจอนายไม่ดี แบบว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฟังเหตุผล ไม่ฟังคนอื่น ไม่มีความยุติธรรม หูเบา ชอบแต่คนเชลียร์ ชอบแต่ลูกน้องหัวอ่อน สั่งซ้ายสั่งขวาก็ทำตาม ไม่ชอบการโต้แย้ง ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ใช้แต่อำนาจ ฯลฯ นายแบบนี้อยู่ทำงานกับเค้าไป ก็เสียเวลาชีวิตเปล่าๆ เพราะชีวิตมันจะหยุดอยู่กับที่ ไม่ได้เจริญก้าวหน้าไปไหน จะมีก็คือเงินเดือนกินไปเดือนๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องการแค่นั้นนี่ แบบนี้จะไปทนอยู่ทำไม ไปแสวงหานายใหม่ที่ดีให้ชีวิตเราดีกว่า

การจะหานายดีๆให้กับชีวิตเราได้ เราก็ต้องรู้จักเลือกเค้าด้วย ไม่ใช่ให้เค้าเลือกเราฝ่ายเดียว โอกาสแรกที่พอจะรู้จักเขาได้ มันก็มาจากการพูดคุยช่วงสัมภาษณ์ และความรู้สึกจากสัญชาติญาณของเราเอง คนเรามีเซนส์เรื่องนี้นะ ว่าถูกชะตากันหรือไม่ในครั้งแรกที่ได้คุยกัน ยิ่งคุยกันมากก็ยิ่งรู้เกี่ยวกับเขามาก ใครคุยน้อยก็รู้น้อย

ต่อไปก็คือได้ทำงานกับเขาไปสักพัก ก็จะได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาเพิ่มมากขึ้น จากความเป็นจริงในการทำงาน และขอมูลต่างๆเกี่ยวกับตัวเขา จากปากคนอื่นๆ และแน่นอนว่าจากการวิเคราะห์วินิฉัยของเราเองด้วย เพื่อหาข้อสรุปว่า เขาเป็นคนอย่างไร เรายอมรับเขาได้ไหม จะอยู่กับเขาต่อไปหรือไม่”

“ถามจริงๆตอนอายุแค่นั้น คิดแบบนี้แล้วหรือ หางานก็หายากแล้ว ลุ้นให้เขารับหรือไม่รับก็หือขึ้นคอแล้ว ดันเลือกนายอีก ถ้าแค่รู้สึกไม่ถูกชะตากับนาย ก็ไม่ทำ ไม่กลัวตกงานนานๆไม่มีเงินใช้หรือ เมื่อเกิดไม่เจอนายที่เลือกน่ะ?”

“ตอนนั้นไม่ได้คิดแบบเป็นหลักจริงจัง หรือตั้งเป้าหมายอะไรหรอก ใช้คอมมอนเซนส์อย่างเดียว จะมีก็แค่ตั้งความหวังให้กับตัวเองว่า พออายุสักสามสิบขึ้นไป ตัวเองน่าจะขึ้นไปในระดับผู้จัดการให้ได้ ถ้าชีวิตคิดจะเอาดีทางด้านบริหาร ที่เก่ามีโอกาสก็จริง แต่เราก็รับไม่ได้กับคนที่เป็นนาย นโยบายการบริหาร ในระบบเถ้าแก่ซิสเต็ม จึงลาออกเมื่อทำงานที่เค้าให้ทำสำเร็จ

 

อยากหางานใหม่ ที่เราพอจะรับได้ กับอะไรๆที่ดีกว่า ก็พอดีได้รับการติดต่อ เสนองานนี้ให้ มันเข้าทาง เป็นไปตามที่หวัง คือระดับที่อยากได้ งานที่ท้าทาย เหลือก็แค่คนที่เป็นนายเท่านั้น จะเป็นอย่างไร ประกอบกับที่ไม่กลัวตกงานนาน ก็เพราะรู้ว่าในช่วงนั้น คนที่เรียนมาในแขนงที่เราเรียน เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ถ้าไม่ลงตัวที่นี่ ก็ไปหาที่อื่นก็ได้ จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้ค้นหา ว่าเขาเป็นคนอย่างไร

มันอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์อย่างนั้น เราเป็นต่อด้วยมั้ง ที่เราไม่ได้เข้าหาเขา แต่เขาเข้าหาเราก่อน เขาเสนองานให้เรา เราไม่ได้ไปยื่นใบสมัครกับเขา และเขาก็พูดก่อนเลยว่า เขารู้ประวัติเราดี รวมทั้งข้อมูลหลายๆแง่มุมของเรา เขาศึกษามาก่อนแล้ว คำถามเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ จึงไม่มีให้เราตอบ มีแต่พูดให้ฟังถึงเรื่องงานที่จะให้เราทำ ที่เราต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง ในตำแหน่งอะไร และถามว่าเราสนใจใหม มีที่อื่นที่หมายตาไว้แล้วหรือยังเท่านั้น

ดังนั้นเราจึงคิดว่า คุณสมบัติของเราคงจะตรงกับที่เขาต้องการ เขาอยากได้เราไปทำงาน ก็เลยคิดว่าเป็นต่อไง และการที่เขาทำการบ้านมาเกี่ยวกับหาข้อมูลในตัวเรา ก็ทำให้เราทึ่งและนับถือ ยอมรับในตัวเขาไปกว่าครึ่งแล้ว ในวิธีการเสาะหาคนของเขา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น ก็จึงสามารถอธิบายได้ว่า เบื้องหลังคอมมอนเซนส์นั้น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และมันมีเหตุผลที่อธิบายได้”

“แล้วเงินเดือนล่ะ มีการต่อรองอะไรกันมั้ย?”

“เราไม่ได้เอ่ยปากถามก่อน เขาเป็นคนบอกว่าเขาตั้งไว้เท่านี้นะ เราพอใจหรือไม่อย่างไร เหมือนกับจะเปิดทางให้เราต่อรอง แต่เราอ่านเขาว่า เขากำลังจะอ่านใจเราในเรื่องเงินเรื่องรายได้ เพราะเขาก็มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเรามามากพอสมควร ก่อนที่เขาจะติดต่อเชิญเราไปคุยเสนองานให้ ดังนั้น แน่นอนว่าเขาต้องรู้ว่าเราได้อยู่เท่าไหร่ และที่เขาตั้งตัวเลขนั้นให้เรา มันสูงกว่าที่เก่าอยู่แล้ว เพียงแต่สูงไม่มากมายอะไรนัก เราไม่น่าจะพอใจหรอก น่าจะขอมากกว่านั้น

เราจึงพูดแต่เพียงว่า เริ่มต้นแค่นี้ก็ไม่เป็นไร เอาไว้มาว่ากันตอนที่ทำงานไปก่อนดีกว่า ตอนนั้นถึงจะรู้ว่าที่ให้นั้น พอหรือไม่พอ”

“โห๋ เค้าเปิดทางแล้ว ยังไม่ฉวยอีกหรือ ในเมื่อก็อ่านว่าเขาอยากได้เรา และไม่กลัวหรือว่า พอทำไปจริงๆแล้วเขาทำลืม ไม่ขยับขยายให้ เห็นไม่สนใจเรื่องเงินเท่าไหร่”

“ไม่กลัวหรอก มันเป็นการตั้งโจทย์ไว้วัดใจกันมากกว่า ว่าเขาจะเป็นนายแบบไหน เราเป็นลูกน้องแบบนี้ละ จะรับเราได้ไหม เขาจะใช้เรา เราก็ต้องให้เขาเห็นว่า คุณสมบัติอย่างเรานี้ ใช้ประโยชน์ได้มั้ย พอถึงเวลาอันควร ถ้าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ก็เดินจากกันไป ไม่เห็นยาก เรื่องอะไรจะมาทนอยู่ กับนายที่ใจเล็กนิดเดียว คงไปกันไม่ได้”

“แล้วหลังจากทำงานไปแล้ว เค้าปรับให้ไหม ให้เมื่อไหร่?”

“เขาปรับให้เรา ก่อนที่เราจะนึกว่ามันถึงไทม์มิ่งเสียอีก และก็พรวดๆขึ้นมาทุกปี จากผลงานที่เราทำ และจากผลงานที่เกิดขึ้นนั้น มันก็มาจากการที่เขายืนเป็นแบ็คให้เรา สนับสนุนและปกป้องเรา ยื่นโอกาสให้เรา ทั้งฝึกและสอนเรา เขาใช้งานเราก็จริง แต่เขาก็สร้างเราขึ้นมาด้วย”

“นับว่าโชคดีเอามากๆนะที่เจอนายแบบนี้ จะมีคนทำงานสักกี่คนจะเจอแบบนี้ น่าจะพูดได้ว่าจะเก่งก็ต้องมีเฮงด้วยจริงไหม?”

“ก็น่าจะใช่นะ เรื่องของดวง แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว มันอยู่ที่ตัวเราเองด้วย คือถ้าเราไม่มีแนวคิดว่า เราจะไม่ยอมเสียเวลาชีวิตอยู่ที่ไหน ถ้ามันไม่มีหนทางก้าวหน้าสำหรับเรา จึงดิ้นรนหาที่ใหม่หานายใหม่ คนอื่นๆก็อาจคิดอย่างเรา แต่เขาไม่โชคดีเท่าเรา ที่ได้เจอนายในฝันอย่างเรา

บางคนทำอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่น นานเป็นห้าปีสิบปี แม้ความก้าวหน้าและรายได้จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป นายก็งั้นๆ บริษัทก็งั้นๆ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรให้กับชีวิตตัวเอง ไม่มีแผน เพียงแค่ขอให้ตัวเองมีงานทำ มีเงินใช้ไปเรื่อยๆ ก็พอแล้ว ในขณะที่อายุเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ยิ่งมีครอบครัว ต้องใช้จ่ายมากขึ้น การใช้ชีวิตเริ่มไม่สมดุลย์ เหมือนนักบัญชีที่ปิดงบไม่ได้ รายรับกับรายจ่ายไม่สมดุลย์ ซ้ายกับขวาไม่เท่ากัน

อีกอย่าง พวกเขาอาจไม่ใช่คนกล้าที่จะเสี่ยงอะไรมากนัก กลัวว่าไปที่ใหม่ก็จะไม่ดีเท่าเก่า ไม่สบายเท่าเก่า ดีไม่ดีไปเจอเอางานหิน นายโหดเข้า อยู่ที่เก่าไปเรื่อยๆไม่ดีกว่าหรือ ยิ่งในเมื่อตัวเองก็มีความรู้ความสามารถจำกัดเท่านี้ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว”

“ก่อนจะเจอนายคนนี้ มีนายมากี่คนแล้วล่ะ แล้วใช้เวลาค้นหาอยู่กี่ปี?”

“สองคน สองบริษัท บริษัทแรกสี่ปี บริษัทหลังอีกสองปี รวมแล้วเป็นหกปี”

“บริษัทที่สองน่ะ ที่บอกว่าลาออกเพราะไม่ชอบระบบเถ้าแก่ซิสเต็ม แล้วบริษัทแรกละลาออกเพราะอะไร?”

“ลาออกเพราะรู้ว่า จะต้องเป็นได้แค่ซุปเปอร์ไวท์เซอร์ไปจนแก่นะสิ ถ้านายไม่ตายหรือลาออกไปก่อน เพราะขนาดและโครงสร้างตลอดจนนโยบายของบริษัทนั้น มันเล็กและจะไม่โตไม่ขยายไปกว่านั้นแล้ว แค่ผลิตอย่างเดียว ส่งให้บริษัทอื่นจัดจำหน่าย”

“แล้วตอนลาออกน่ะ รู้ได้ยังไงว่า ควรจะต้องลาออกตอนนั้นตอนนี้ มันมีแนวคิดหรืออะไรบ่งชี้หรือเปล่าว่า โอเคถึงเวลาต้องไปแล้ว”

“ไอ้ความรู้สึกแรกที่ว่าอยู่ที่นี่ต่อไป เราก็คงไม่โตไปกว่านี้แน่ มันมีก่อนหน้านั้นเป็นปีแล้ว ก็มองหางานอื่นไปเรื่อยๆไม่เร่งรีบอะไรนัก จังหวะที่ลาออกก็เพราะมีที่ใหม่เค้าต้องการตัว ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่องนายเท่าไหร่ เพียงแต่ชอบความท้าทายของงาน เนื่องจากมันตรงกับที่เรียนมา อยากลองใช้วิชาความรู้จริงๆเสียที คือการเป็นแพล้นท์เอ็นจิเนียร์ งานก็คือสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร์ และคุมช่างทั้งเวิร์คช๊อป และเงินเดือนก็มากกว่าที่เดิมพอสมควร”

“อ๋อ ได้งานใหม่แล้วถึงลาออก”

“ก็แน่นอน ใครมันจะโง่ลาออก เพราะแค่รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้วเท่านั้น ลาออกมันได้เงินชดเชยที่ไหนล่ะ ออกมาตกงานและไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ เพื่อแสวงหางานใหม่ คนทำงานในระดับแค่นั้น มันก็มีรายได้แบบใช้เดือนชนเดือน ตกงานก็เสร็จกัน เอาเงินที่ไหนใช้”

“แปลว่า ไอ้ที่คิดว่าต้องเลือกนายด้วย มันมาเกิดทีหลังใช่ไหม จากประสบการณ์หกปีที่ผ่านมา”

“ถูกเผ็งเลย จะบริหารคนจำนวนมากหรือน้อยให้ได้ มันต้องมีอำนาจให้คุณให้โทษอยู่ในมือเรา คนที่จะให้อำนาจเราได้ก็คือนาย ถ้าเขาไม่ให้เรา มันก็ยากที่จะเอาคนอยู่ เขาจะให้หรือไม่ให้ มันก็อยู่ที่เราจะทำให้เขายอมรับและให้ได้ไหม เราจะทำให้เขายอมรับได้ ก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจเขา หัดอ่านใจเขา และสรุป เขาต้องเป็นนายที่แท้จริงด้วย”









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ