แค่ คำชม มัดใจลูกน้องไม่ได้หรอก | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




แค่ คำชม มัดใจลูกน้องไม่ได้หรอก

แค่ คำชม มัดใจลูกน้องไม่ได้หรอก

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-08-07 10:27:20

“อย่าบอกนะ ว่าแค่ใช้วาทะศิลป์ในการพูด  ก็ทำให้คนเป็นร้อยๆยอมรับได้”

 

                “การพูดเป็น  ที่มาจากความจริงใจ  ไม่ใช่การเฟคนะ  มันก็แค่พื้นฐานของการบริหารคนเท่านั้น  มันต้องประกอบกับอีกหลายๆแฟ็คเตอร์”

 

            “อย่างอะไรบ้างล่ะ”

            “ก็การกระทำ การแสดงออกต่อพวกเขา  ตามความคิดความรู้สึกของเรา  อย่างเช่นเรื่องของการให้  เรามีหลักว่าอยากได้อะไรจากใคร  เราก็ต้องรู้จักที่จะให้ก่อน

ที่จริงมันก็คือคอมมอนเซนส์ธรรมดานี่เอง  แบบอยากให้ผู้หญิงที่เราชอบ  รักเรา  เราก็ต้องแสดงออกให้ผู้หญิงเค้าเห็นเค้ารู้ก่อนว่า  เรารักเขานะ  เราอยากได้ใจได้ผลงานจากลูกน้อง  เราก็ต้องให้ใจ  ให้สิ่งที่เขาต้องการก่อน

การจะให้อะไรใครที่มีค่ามีความหมาย  ก็ต้องชิงที่จะให้เขาก่อน  ไม่ใช่ถูกทวงถามแล้วถึงจะให้ ซึ่งความรู้สึกที่ได้ไป  มันคนละอย่างกับการได้มา  โดยไม่ได้ทวงถามหรือร้องขอเลย

ยกตัวอย่างก็ได้นะ  คือการที่เราเดินไปหาลูกน้อง  ทั่วทุกหัวระแหงของโรงงาน  บนเนื้อที่เป็นร้อยไร่  หน้าโรงงานติดถนน  หลังโรงงานยันแม่น้ำเจ้าพระยา  ในโรงงานมีสามธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ คือพืชไรเตาอบและไซโล  โรงโม่แป้งสาลี  คลังสินค้า  ท่าเรือที่ใช้สำหรับการขนถ่ายสินค้า จึงมีพนักงานกระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆของโรงงาน




ก็ทำให้รู้เห็นสภาพการทำงานของพวกเขา  ว่ามีความยากลำบากในเรื่องใดบ้าง  อย่างแค่การหาน้ำดื่ม  บางจุดอยู่ห่างไกลร้านค้า  หรือที่ตั้งเครื่องทำน้ำเย็น  ซึ่งมีไม่กี่แห่งในโรงงาน  เช่นเดียวกับเรื่องห้องน้ำห้องส้วม  นอกจากมีไม่พอแล้ว ยังเก่าชำรุด และสกปรกจนไม่อยากเข้า

 

ของพวกนี้ลงทุนไม่เท่าไหร่  แต่ก็ถูกมองข้ามกันมา  เราก็จัดการให้สร้างขึ้นมาใหม่  จ้างคนมาประจำคอยดูแลทำความสะอาด  สั่งซื้อเครื่องทำน้ำเย็น  เอาไปไว้ตามจุดที่มีคนทำงานมากๆ  กระจายไปอย่างทั่วถึง  ตั้งกติกาว่า  เครื่องอยู่ในพื้นที่ใคร  ก็ต้องดูแลรับผิดชอบ บำรุงรักษาเอง  ไปเบิกน้ำจากออฟฟิสมาเปลี่ยนเอง

 

เข้าไปดูจนถึงจุดที่พวกเขาทำงาน  สภาพในห้องทำงาน  อะไรชำรุดทรุดโทรมก็สั่งให้ปรับปรุงเสียใหม่  ขาดอะไรก็จัดหาให้  เมื่อพวกเขามาขอบอกขอบใจที่จัดการให้  ก็สำทับไปว่าขอให้ช่วยกันรักษาสภาพ  และความสะอาดให้ดีก็แล้วกัน  เมื่อไหร่ที่เราไปหาแล้วเจอไม่ช่วยกันรักษาละก็  เราเล่นงานนะ  เพราะกว่าเราจะไปขออนุมัตค่าใช้จ่ายนี้จากผู้ใหญ่มาได้  ก็ลำบากนะ”

 

“ตอนขออนุมัตผู้ใหญ่  ใช้เงินทำส้วม ซื้อเครื่องทำน้ำเย็นนี่  บอกเหตุผลผู้ใหญ่ไปยังไง  เพราะค่าใช้จ่ายพวกนี้  มันไม่ได้ก่อให้เกิดรายรับเลย”

 

“ก็บอกเขาไปว่า  เป็นการลงทุนเพื่อผลทางจิตใจ  ซึ่งจะได้รับผลกลับมา  เกินมูลค่าที่ลงทุนไปหลายเท่าในระยะยาว  ก็เขียนไปแค่นี้แหละ  เค้าก็อนุมัต”

 

ทำส้วม ติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นให้ แค่นี้เองหรือ”

 

“โอ้ย นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เกี่ยวกับเรื่องสภาพการทำงาน  ในด้านนโยบายการบริหารสิ   เป็นเรื่องที่สร้างผลทางจิตใจแบบเต็มๆ

 

เราวางโครงสร้างการบริหารออกมาอย่างชัดเจน  มีการวางระบบการทำงาน  ด้วยการใช้ระบบมากกว่าตัวบุคคล  ให้พนักงานมีส่วนในการแสดงความคิดเห็น  ความคิดเห็นใดมีเหตุผล และทำให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  บริษัทก็จะเอามาใช้  พร้อมกับมีรางวัลให้เจ้าของความคิดด้วย

 

มีการกำหนดขอบเขตอำนาจการตัดสินใจ การอนุมัตในเรื่องค่าใช้จ่าย  และเรื่องต่างๆ  เป็นลำดับขั้นอย่างชัดเจน  ใครขึ้นกับใคร  ใครรับผิดชอบแค่ไหน  ก็คล้ายๆจ๊อบเดสคริปชั่นนั่นเอง

 

แม้แต่เรื่องสวัสดิการ  กฏหมายแรงงานระบุไว้อย่างไร  เราทำมากกว่าและให้มากกว่า

 

เรื่องกำหนดการจ่ายเงินเดือน  แทนจะจ่ายทุกสิ้นเดือน เราร่นมาจ่ายทุกวันที่ยี่สิบห้า  การพิจารณาปรับเงินเดือนและโบนัส  เคยทำกันเมื่อปลายปี  เราให้ปรับเงินเดือนกันกลางปี  จ่ายโบนัสสิ้นปี  หรือเท่ากับ  พวกเขาจะได้อะไรดีๆทุกหกเดือน

 

คือเหตุผลการเหลื่อมเวลานี้  เป็นเพราะเราอยากให้พวกเขา  ทำงานเต็มประสิทธิภาพทั้งปี  เนื่องจากผลงานของพวกเขา  ที่เอามาประเมินเพื่อปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสนั้น  มีการจัดทำกันเป็นรายเดือน  เริ่มจากหัวหน้าโดยตรง  ผ่านขึ้นมาที่ระดับผู้จัดการ  ผ่านฝ่ายบุคคล  แล้วจึงจะมาถึงมือเรา

 

วิธีนี้เพื่อให้พนักงานเชื่อว่า  มันยุติธรรมและโปร่งใส  คนทำดีก็จะต้องได้ดี  จะมาทำตบตากันตอนใกล้ปลายปี  ให้นายเห็นว่าตัวเองขยันมีผลงานไม่ได้  หลายคนที่เรารู้สึกขัดหูขัดตากับรายงาน  จากการที่เราลงพื้นที่ทุกวัน  เราก็จะถามไถ่ผู้จัดการ  เพื่อขอคำอธิบาย  ก่อนจะลงนามรับรองในใบประเมินผลงานเหล่านั้น  ซึ่งจะเป็นหลักฐานในการกำหนดว่า  ใครควรได้ปรับเงินเดือนเท่าไหร่  หรือได้โบนัสเท่าไหร่

 

เรื่องการกินการอยู่ของพนักงาน  เมื่อก่อนพนักงานต้องเดินออกไปที่หน้าโรงงาน  หากินกลางวันกันตามเพิงขายอาหารติดรั้วโรงงาน  เราก็สร้างคานทีนขึ้นมา  ให้เมียของหัวหน้ารปภ.ซึ่งมีฝีมือทำอาหารอร่อย  และขายอยู่หน้าโรงงาน  เข้ามาทำกับข้าวและอาหารอื่นๆขายในคานทีน  เพื่อแลกกับการให้ขายพนักงานในราคาถูก  เราก็ไม่เก็บค่าเช่าที่หรือค่าน้ำค่าไฟ  แต่ต้องทำความสะอาดให้ดี”

 

ที่ทำทั้งหมดนี่  ผู้ใหญ่เห็นด้วยหมดเลยหรือ  ไม่มีการโต้แย้งคัดค้านบ้างรึไง  อะไรจะราบรื่นขนาดนี้  มองเห็นแต่ค่าใช้จ่าย  ไม่เห็นผลงานและผลกำไรเลย  มันทำใจยากนะ  ที่จะโอนอ่อนผ่อนตามผู้จัดการโรงงานที่ยังหนุ่มถึงขนาดนั้น

 

ตามปกติเค้าก็สัญญาว่าจะให้โน่นให้นี่  แต่พนักงานต้องเพอร์ฟอร์มให้ดูก่อน  ให้เกิดผลเป็นตัวเลขก่อน  ค่อยมาว่ากันตามสัญญา  แปลว่าถ้าพนักงานทำไม่ได้  บริษัทก็คงให้ตามสัญญาไม่ได้ อะไรแบบนั้น  นี่มันตรงกันข้ามนี่หว่า  ทำให้พวกเค้าสบายให้เค้าก่อน  แล้วจะแน่ใจยังไงว่าเค้าจะสนองตอบอย่างที่หวัง”

 

“เราอาจจะโชคดีก็ได้  ที่มีนายโดยตรงซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ  เชื่อและไว้วางใจอย่างมาก  ซึ่งมันก็คงมาจากการที่เขารู้จักเราดี  เขาอ่านเราออกทะลุปรุโปร่ง  ไม่ว่าเราจะคิดอะไร  ทำอะไร  และเขามั่นใจกับทุกการกระทำของเรา  ว่ามันจะต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้  ประกอบกับที่เขาก็เคยเห็นผลงานของเราในอดีต  ว่าเราผ่านอะไรมา  ทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ  แค่ไหนอย่างไร

 

ก่อนจะลงมือทำงานนี้  ก็มีโอกาสใกล้ชิดกับเขา  ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันพอสมควร  ทำให้เรารู้ว่า  เขาต้องการเราให้ทำงานนี้  ตามสไตล์ของเรา  ทำอย่างที่เราเป็น  เขาจะทำหน้าที่เป็นทีปรึกษาให้  และเป็นแบ็คให้เรา  คอยกันไม่ให้บอร์ดบริหารลงมายุ่งกับเรา  อำนาจการบริหารในโรงงานเขาให้เราเต็มๆ  ภายใต้ความรับผิดชอบของเขา

 

เราเองก็รู้ว่าคนๆนี้ใจถึงจริงๆ  หากเราทำอะไรผิดหรือพลาด  เขาต้องรับเองเต็มๆจากบอร์ดบริหารข้างบน  แต่เขาก็ยังกล้าที่จะให้เราทำตามสไตล์ของเรา  ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะบอกเล่าให้เขาฟังตลอด  เกี่ยวกับการทำงานของเรา  ถึงความคิดและเหตุผลในเรื่องต่างๆของเรา  และในการตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆแต่ละเรื่อง  เราก็จะรายงานให้เขารับรู้  เพื่อขอคำแนะนำและความเห็นชอบเสียก่อน  เราจึงจะลงมือทำ

 

บางเรื่องเขาก็ให้ความเห็นว่า  ทำไมไม่ลองทำแบบนั้นแบบนี้ดูละ  แต่ก็ไม่ได้สั่งหรือบังคับให้ทำตามคำแนะนำของเขา  กลับบอกว่าก็แล้วแต่เราจะตัดสินใจเองนะ  บางทีเราก็เอาแนวของเขามาใช้  บางทีเราก็คงยังทำในแนวของเรา  ซึ่งกรณีแบบนี้  ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งระหว่างกันเลย”

 

แล้วนายแบบนี้จะมีซักกี่คนว้ะ คือถ้าไม่ใช่แบบนี้  ก็คงไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ว่ามาจริงมั้ย”

 

“ก็ถึงได้บอกไงว่า  เราอาจมีโชคก็ได้  ที่มีนายแบบนี้  เพราะนอกจากเขาจะเป็นนายในฝันที่คนทำงานหยั่งเราต้องการแล้ว  เขายังเปรียบเสมือนอาจารย์  เป็นครู เป็นผู้สร้างและปั้นเราเลยทีเดียว  เขามีวิธีการสอนที่แยบยล  แบบที่เราไม่รู้ตัวหรอกว่าเค้ากำลังสอน

 

อย่างเป็นต้นว่าเล่าเรื่องคนโน้นคนนี้ให้ฟัง  ทีแรกก็นึกว่าเขาก็ชอบนินทาคนเหมือนกัน  แต่ทีไหนได้ พอเก็บมาคิดจึงได้รู้ว่า  เขาเล่าเรื่องราวของคนๆนั้นให้เราฟัง  เพื่อเอาไปเป็นแนวคิดในปัญหาที่เราเจออยู่  และยังหาทางออกไม่ได้นั่นเอง

 

เขาไม่ลงมาล้วงลูก  เขาจะพูดคุยกับใครต่อใครในโรงงาน  ก็จะเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้จักคนๆนั้นให้มากขึ้นเท่านั้น  เขาไม่ยอมเข้าไปในเรื่องงานเลย  ใครพูดคุยกับเขายังไงในเรื่องงาน  เขาก็จะเอามาบอกเรา  โดยที่ไม่ไปออกความเห็นหรือสั่งการใดๆทั้งสิ้น

 

ทุกแบบอย่างที่เขาทำกับเรา  มันก็คือบทเรียนที่เราได้  เรารู้สึกดีอย่างไร  คนที่เป็นลูกน้องเราก็จะรู้สึกดีเช่นกัน  หากเราเอาแบบอย่างของนายมาใช้กับพวกเขา  มันล้ำค่าจริงๆในแนวการบริหารคน  ทำให้คนรู้สึกว่าเขามีความสำคัญ  ทำให้รู้สึกว่าเขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี  ทำให้รู้สึกว่าได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจ  ทำให้รู้สึกว่าได้รับความจริงใจ

 

เราก็เอาสิ่งเหล่านี้มาใช้กับพนักงาน กับลูกน้อง โดยที่ไม่ต้องคิดมาก  ไม่ต้องมีการวางแผน  มันออกไปตามธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการแสดงออก  ในเมื่อเราสัมผัสความจริงใจได้จากนาย  ทำไมลูกน้องจะสัมผัสไม่ได้  ถึงความจริงใจจากเรา

 

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้  ที่นายเขาเห็น  จึงปล่อยให้เราบริหารเองอย่างอิสระ  ในเมื่อรู้ว่าจะได้ผลรับที่ดีกลับมา”   









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ