บริหารคนใครว่ายาก ตอนที่7 "หัวหน้าที่ดีต้องมีวิธีเข้าหาลูกน้อง" | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




บริหารคนใครว่ายาก ตอนที่7

บริหารคนใครว่ายาก ตอนที่7 "หัวหน้าที่ดีต้องมีวิธีเข้าหาลูกน้อง"

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-08-01 11:29:55

สมัยอายุสามสิบกว่า  เมื่อตอนได้รับงานเป็นผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีพนักงานเจ็ดแปดร้อยคน  บอกตรงๆว่าไม่ได้มีความวิตกกังวลเรื่องคนเลย  เพราะมีประสบการณ์เรื่องคนมาตั้งแต่เป็นซุปเปอร์ไวท์เซอร์  เริ่มต้นมีลูกน้องหกสิบเจ็ดสิบคน  แล้วไปเป็นเพล้นเอ็นจิเนียร์  มีลูกน้องเป็นช่างกว่าร้อยคน

            จะกังวลอยู่ก็คือเรื่องงานมากกว่า  อย่างเช่นมีระบบ ขั้นตอนและขบวนการของมัน ไปยังไงมายังไง จุดไหนสำคัญไม่สำคัญยังไง  ตรงไหนต้องใช้คนแบบไหน  มีความสามารถมากน้อยยังไง  เพราะมันเป็นงานใหม่ที่ยังไม่เคยทำ

            ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องรู้ให้ได้ก่อน  ก็คือเรื่องงาน  ไอ้จะไปนั่งถามซักไซร้ไล่เรียงคนเป็นนาย  มันก็ได้หรอก  แต่มันดูบ้องตื้นเกินไป  เรามีคำตอบอยู่แล้วในใจอยู่แล้ว  คือเรื่องเข้าหาลูกน้อง  เพราะเราทำมาแล้วแบบนี้ทุกงานที่ผ่านมา  เราก็เอาสองอย่างมารวมกัน  คือรู้จักทั้งคนและเรียนรู้งานไปด้วยพร้อมๆกัน

            สิ่งแรกที่ทำก็คือ  เข้าไปหาลูกน้องใหม่แต่ละจุด  เริ่มที่สำคัญๆก่อน  อย่างเช่นพวกผู้จัดการ หัวหน้าแผนกต่างๆ  แล้วค่อยๆลงไปข้างล่างเรื่อยๆ  แค่ไปทักทายและถามไถ่พวกเค้า  ว่าเขาทำอะไรอย่างไรบ้าง  แล้วก็ถือโอกาสสร้างความสนิทสนม  พูดจากันไปถึงความเป็นไปเป็นมาทั้งของเค้าของเรา คือไม่ใช่จะไปเอาแต่เรื่องราวของเขา  เราก็เปิดเรื่องราวของเราด้วย  สร้างบรรยากาศสบายๆเป็นกันเองในระหว่างการพูดคุย  แทรกมุขตลกขบขัน  เหมือนทำความรู้จักกัน

            ก็ทำตัวแบบนี้อยู่พักใหญ่  เข้าหาลูกน้องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  จนกระทั้งสามารถปะติดปะต่อเรื่องงาน  เรื่องระบบและขั้นตอนได้ทั้งหมดในระดับหนึ่ง  จากการเข้าไปพูดคุยกับลูกน้องเองโดยตรง  ก็ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมามากมาย ซึ่งบางข้อมูลก็แตกต่างจากรายงานที่ได้รับ 

เอามาวิเคราะห์ว่า  อะไรคืออะไร  ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร  ควรจะแก้อย่างไร  จากนั้นก็ค่อยวางแผนวางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ  ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการ  สร้างกฏกติกาใหม่  โดยยึดหลักการว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบวินวิน  คือทุกฝ่ายได้รับผลดีหมด  ทั้งบริษัท  ทั้งพนักงาน  อาจจะขัดกับพวกนอกแถวบ้าง  ซึ่งก็มีส่วนน้อย

วางนโยบายใหม่แล้วก็ยังไม่ประกาศใช้  แต่พยายามเอาไปพูดคุยกับลูกน้องที่เริ่มคุ้นๆกันแล้วก่อน  ประมานว่าเป็นการโยนหินถามทาง  ว่าปัญหาที่พวกเค้าเจอนั้น  ถ้าแก้แบบนี้แบบนั้นจะดีไหม  เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไง  หรือเค้ามีแนวคิดอย่างไร

แบบนี้ก็จะได้ฟีดแบ็คกลับมา  ทำให้เอามาปรับเปลี่ยนต่อเติม  ให้นโยบายที่จะเอาออกมาอย่างเป็นทางการนั้น  เข้าตาต้องใจคนส่วนใหญ่ได้  ซึ่งพอประกาศแล้วก็เป็นที่พอใจของทุกคน”

“แล้วไอ้พวกนอกแถวมันจะพอใจ  มันไม่พยศหรืออกฤทธิ์ให้วุ่นวายเหรอ  ทำยังไงล่ะกับพวกนี้”

“ก็มีเป็นธรรมดาธรรมชาติ  ที่ไหนๆก็ต้องมีพวกตัวแสบๆอยู่แล้ว  หนีไม่พ้นหรอก  เคยเจอมาแล้วทั้งนั้น  พวกนี้เวลาพูดจาด้วยเราก็ต้องปรับสไตล์ให้เข้ากับพวกเค้า  มึงแสบมากูก็แสบไป  แบบนักเลงมาก็นักเลงด้วย  ไม่กลัวอยู่แล้ว

ก็พูดกันแบบเปิดอก  ใครที่สงสัยหรือมีปัญหาก็คุยกันได้ทุกเมื่อ  จะคุยกันที่ไหนก็ได้ ห้องทำงานเราหรือที่ทำงานของเค้า  ไม่พอใจตรงไหนว่ามา  ทุกคำถามและข้อโต้แย้ง  เราก็สามารถอธิบายได้ทุกแง่มุม  พร้อมกับเหตุผล  บ้างก็ยอมรับ  แต่ก็มีที่ไม่ยอมรับ

กับพวกที่ตีรวนไม่ยอมรับ  เราก็พูดไปตรงๆว่า  ในเมื่อส่วนใหญ่เขายอมรับและเห็นด้วย  ทั้งระดับบนและพนักงาน  จะมีก็แค่เค้าซึ่งไม่ยอมรับ  ถ้าเค้าจะอยู่ต่อไป  ก็แปลว่าเขาต้องฝืนจิตใจตัวเอง  ที่ต้องทำงานอยู่ในสังคมนี้  เราเองก็จะยอมรับไม่ได้ในการแตกแถวของเค้า  ก็รังแต่จะมีปัญหาสำหรับสองฝ่าย

เอาอย่างนี้แล้วกัน  ถ้าไม่สบายใจที่จะอยู่ด้วยกัน  และอยากไปอยู่ที่อื่น  แค่เขียนใบลาออก  เราก็ยินดีที่จะจ่ายชดเชยให้  สามเดือนหกเดือน  ตามระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน  โดยไม่ให้เขาเสียประวัติ”

“ถ้าลาออกกันเยอะ  มิต้องจ่ายกันเบอะหรือ  แล้วนายเค้าจะยอมเหรอ”

“ก็คุยกับระดับบนไว้แล้ว  ถึงเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนนี้  ว่าประมานการจะสักเท่าไหร่  ที่พอเดาออกเนื่องจากรู้ว่า  พวกนอกแถวนั้นมีที่แรงๆสักกี่คน  และไอ้การที่รู้  มันก็มาจากการเดินเข้าไปหาลูกน้องทุกระดับนะ  จึงได้รู้ว่า  ใครเป็นใคร ยังไง

ผู้ใหญ่เค้าก็เห็นด้วยกับวิธีของเรา  คือรู้ดีว่าถ้ามีพวกนอกแถวอยู่มากเท่าไหร่  ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการออกนอกแถวของพวกนี้  จะต่อเนื่องไม่จบสิ้น  มากกว่าที่จ่ายชดเชยให้หลายเท่านัก  ขืนมาคิดเสียดายตอนนี้  และไปใช้วิธีบีบและกดดันพวกเขา 

คิดดูแล้วกัน  ใครสักคนแกล้งโยนน๊อตสักตัวลงไปในเตรื่องจักร์  เครื่องพัง  ค่าซ่อมจะเท่าไหร่  เครื่องจักร์ต้องหยุด  ผลิตไม่ได้ ผลเสียทางธุรกิจที่จะเกิดตามมาเท่าไหร่  หรือจะแกล้งกันด้วยวิธีอื่นๆ  แบบจับมือใครดมไม่ได้  มันก็จะเกิดความเสียหายทั้งนั้น  มันก็จะเท่ากับ  เสียน้อยเสียยาก  เสียมากเสียง่าย”

“ไม่กลัวพวกนั้นคิดร้ายกับเราหรือ  เพราะมันก็เท่ากับไล่ออกแบบนิ่มนวล  แล้วคนที่อยู่เค้าคิดยังไงล่ะ”

“บอกตรงๆว่าไม่กลัวสักนิดนะ  เพราะเวลาพูดคุยกัน  ก็เหมือนลูกจ้างคุยกับลูกจ้างด้วยกัน  เอาเหตุเอาผลความเป็นจริงมาพูดกัน  ในโทนและบรรยากาศของเพื่อนร่วมงาน  ไม่ใช่จ้าวนายกับลูกน้อง  บางคนยังขอบคุณเราด้วยซ้ำ  ที่เสนอทางออกให้เขา  ว่าถ้าไม่ได้ผู้บริหารแบบเรา  พวกเขาก็คงโดนบีบกันจนต้องออกไปเอง  และไม่ได้สักสลึง

ส่วนพวกที่อยู่ในแถว  เราก็ไปเล่าให้พวกเค้าฟัง  ว่าเราแก้ปัญหาและพูดจากับพวกนอกแถวยังไง  ทุกอย่างจบลงยังไง  เราได้ใจพวกเขามาพอสมควรทีเดียว  ในแง่ที่หากเป็นที่อื่น  เขาก็มักจะใช้วิธีบีบและกดดันบรรดาพวกนอกแถว  ให้ออกไปเองแบบไม่ต้องเสียเงินบริษัทสักแดง

เราก็เลยถือโอกาศแสดงจุดยืนเสียเลย  ว่าเราคิดและรู้สึกกับลูกน้องอย่างไร  โดยเราบอกว่า  เราถือว่า  คนที่ทำมาหากินด้วยอาชีพรับจ้างอย่างพวกเราน่ะ  เป็นคนดีทุกคน  เพราะพยายามทำมาหากินโดยสุจริต  ไม่ใช่คนชั่วช้าเลวทรามที่ไหน  คนไม่ดีนั้นไม่คิดทำมาหากินแบบพวกราหรอก  จะไปทางตีชิงวิ่งราว  เป็นขโมย  เป็นโจร  เป็นพวกต้นตุ๋นหลอกลวงชาวบ้าน ฯลฯ

และการเป็นคนดีก็ไม่ได้หมายความว่า  จะมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองไม่ได้  ต้องเชื่อฟังและทำตามคนอื่นเสมอไป  เพียงแต่ความคิดและพฤติกรรมของเขา  มันออกนอกลู่นอกทาง  แตกแถวไปหน่อยเท่านั้น  ในทุกสังคมในทุกระดับก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น

ดังนั้นการแก้ปัญหาแบบนี้  ในฐานะที่เราทำหน้าที่อยู่ตรงกลาง  เราก็พยายามหาทางออกที่ดีที่สุด ยุติธรรมที่สุด  ไม่มีใครเอาเปรียบ  หรือเสียเปรียบ  แบบไม่มีใครเสีย  มีแต่ได้กันทุกคน  แนวทางในการทำงานในการบริหารของเรา  ก็ยึดถือหลักการนี้”

“แบบนี้มันก็เท่ากับพลิกวิกฤติเป็นโอกาสซินะ  เล่นสองเด้งเลย  ไล่คนออกแล้วยังมาหาเสียงเอาความดีความชอบอีก  ร้ายไม่เบานะ”

“มันไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก  เพียงแต่ว่าทั้งจังหวะและไทม์มิ่งมันอำนวย  การจะบอกกล่าวเล่าแจ้งให้ผู้คนเข้าใจได้ดีที่สุดนั้น  ก็คือตอนที่มันเกิดเหตุการณ์  ทุกคนกำลังสนใจและอยากรู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง  เราแค่ฉวยจังหวะได้เหมาะสมเท่านั้น  แถมมันก็คล้ายกับจะบอกว่า  เราจะไม่ใช้วิธีบีบลูกน้องหรอก  ถ้าไม่พอใจและอยู่กันไม่ได้ก็มาพูดกัน  แต่อย่านอกแถวก็แล้วกัน  จะเข้าใจแบบนี้ก็ไม่ผิดนะ  แต่เราไม่ได้พูดออกมาตรงๆเท่านั้น

และอีกอย่างอย่าลืมว่า  พวกเขาจะจำได้แม่น  ว่าเราพูดอะไรไปกับพวกเขา  ดังนั้นเวลาที่เราทำอะไรตามที่พูดไว้  เราก็จะพยายามรื้อฟื้นและตอกย้ำ  ถึงการเป็นคนที่พูดจริงทำจริงให้พวกเขารับรู้”

“พูดอะไรไปบ้างเยอะแยะ  พูดทุกวันกับแทบทุกคน  จำได้หรือว่าพูดอะไรไปบ้าง”

“พูดความจริง  พูดเมื่อไหร่ก็จะพูดได้เหมือนเดิม  จะผิดไปบ้าง  ก็คือพูดได้ดีกว่าเดิม  การเอาสิ่งที่ตั้งใจจะทำ  รู้ว่าดีแน่สำหรับทุกฝ่าย  และรู้ด้วยว่ามันเป็นไปได้แน่  ก็จะพูด  ส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่นั้น  จะยังไม่พูด 

แปลว่าหากคนเราพูดความจริงแล้ว  แม้จะพูดบ่อยกับใครก็ตาม  จะจำได้แม่นยำ  เนื่องจากไม่ต้องคิดพล๊อตเรื่องมาพูด  เหมือนคนโกหก  ก็จะสร้างเรื่องราวขึ้นมาต่างๆนาๆ  ยิ่งชอบโกหกหลอกลวงเขาเท่าไหร่  มักจะจำไม่ได้หรอก  ว่าโกหกใครไว้ยังไงบ้าง

“ที่เล่ามานี้  เป็นความคิดของคนอายุสามสิบกว่าในตอนนั้น  หรือเป็นมุมมองของเราในขณะนี้”

“มันเป็นพฤติกรรมตามสัญชาติญาณของคนวัยสามสิบกว่า  ที่เอามาวิเคราะห์ แปลความหมาย และถ่ายทอดออกมา  ตามมุมมองของเราในปัจจุบัน

คือตอนนั้นไม่ได้คิดลึกคิดละเอียดขนาดนี้หรอก  คิดแต่ว่า  คนอย่างเราเข้ากับใครก็ได้ไม่ยาก  คิดแต่ว่า เราต้องทำตัวยังไงให้พวกเค้ารับเราให้ได้  ซึ่งไม่น่าจะยาก  เพราะเราเองก็เคยอยู่ในระดับพวกเขามาก่อน  เรายังจำได้และเข้าใจดีว่าพวกเขาคิดยังไง  ต้องการอะไร  อยากได้หัวหน้าแบบไหน  อยากมีผู้บริหารที่มีความคิดความอ่านอย่างไร  และถ้าได้อย่างที่หวัง  บอกมาเลยจะทำให้แบบถวายชีวิต

ตอนนั้นมันมีแต่ความมั่นใจ  ว่าเราทำได้แน่  เอาความจริงใจนี่แหละ เป็นเครื่องมือ” 









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ