บริหารคน ใครว่ายาก 5 | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




บริหารคน ใครว่ายาก 5

บริหารคน ใครว่ายาก 5

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-07-04 09:19:53

“ลองสรุปให้ฟังหน่อย  ว่าทำงานกับบริษัทที่ใช้ระบบเถ้าแก่ซิสเต็ม  ได้เรียนรู้  และได้ประสบการณ์อะไรมาบ้าง  ที่ว่าทำให้ชีวิตหักเหน่ะ?”

            “อย่างแรกเลยนะ  คือการจะไปทำงานกับใครที่ไหน  ต้องไม่เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง  ถามตัวเองได้ว่าทำไมเค้าเป็นหยั่งงั้นอย่างงี้วะ  ทำไมไม่เป็นอย่างโน้น  แต่ไม่ต้องไปติดใจหาคำตอบ  เพราะที่เป็น  อย่างที่เห็น  มันคือวัฒนธรรมองค์กรของเค้า  หน้าที่และไฟท์บังคับของเรา  ก็คือปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของที่นั่น  มิฉะนั้นเราจะมีปัญหา  และเป็นปัญหาสำหรับบริษัทนั้น

            ถ้าปรับไม่ได้  ก็เป็นความผิดพลาดบกพร่องของเราเอง  หากไม่สามารถทำงานกับที่นั่นต่อไปได้  ไม่ใช่ความผิดหรือความบกพร่องของบริษัท  เพราะบริษัทไม่มีหน้าที่  ที่จะต้องมาปรับวัฒนธรรมองค์กร  ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ 

ตอนที่เราตอบคำถามเถ้าแก่  ซึ่งถามเราตอนขอลาออกว่า  อยากรู้ว่าทำไมถึงลาออก  มีที่ใหม่จะไปทำงานแล้วหรือ  เราก็ตอบเถ้าแก่ไปตามตรงแบบนี้เลย  ว่าเราปรับตัวไม่ได้  เราผิดเองบริษัทไม่ผิด  ลาออกไปเราก็ตกงาน  ต้องหางานใหม่ยังไม่รู้ว่าที่ไหนเมื่อไหร่  แต่สัญญากับตัวเองไว้แล้ว  ว่าเมื่องานในความรับผิดชอบของเราเสร็จสมบูรณ์  เราก็จะลาออก  เราก็ทำตามความตั้งใจ

             อย่างที่สอง  ใช้หลักสามัญสำนึกหรือคอมมอนเซนส์เสมอ  ในการบริหารคน  บริหารลูกน้อง ไม่ว่าวัฒนธรรมองค์กรจะเป็นอย่างไร  เราจะใช้แบบฉบับและสไตล์ของเรา  คือติดดิน  เข้าหาและให้ความใกล้ชิด  ปกครองลูกน้องโดยตรงของเรา  นั่นคือทำให้พวกเขายอมรับเสียก่อนในการเป็นเรา  ให้ความจริงใจ  ให้ความยุติธรรมในการบริหาร  ให้ในสิ่งที่เขาขาด  ให้ในสิ่งที่เขาควรได้แต่ไม่ได้  อย่างต่ำภายใต้ขอบเขตตามกฏหมาย

ทำให้เต็มที่ๆสุด  ตามอำนาจความรับผิดชอบที่มีอยู่ในมือ  ถ้ามีไม่พอจะต้องต่อสู้  ก็ต้องสู้เพื่อพวกเขา  หากสู้ไม่ได้  ก็ต้องรู้จักแพ้  เพียงแต่ให้ลูกน้องเข้าใจว่า  เราได้สู้เพื่อเขาจนถึงที่สุดแล้ว

             ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะรู้ดีว่า  หากได้ใจลูกน้อง  งานก็จะสำเร็จ  แม้จะมีปัญหากับผู้ใหญ่บ้าง  หากกับผู้ใหญ่ราบรื่นดี  แต่งานไม่สำเร็จ  เพราะลูกน้องไม่ยอมรับเรา  สุดท้าย  เราจะไม่ได้ทั้งนายทั้งลูกน้อง  เพราะงานมีปัญหา

ประสบการณ์นี้ล้ำค่าที่สุดในชีวิตการทำงาน  ทำให้ได้คำตอบว่า  งานจะยากลำบากแค่ไหน  นายจะโอเคหรือไม่อย่างไร   ลูกน้องคือคำตอบที่สำคัญที่สุด  ว่าจะทำให้งานนั้นได้สำเร็จหรือไม่ 

เอาคนอยู่  ก็เอางานอยู่  เอางานอยู่  ก็เอานายอยู่  เพราะนายอยากได้งานจากเรา  คิดง่ายๆแบบนี้แหละ  แต่มันโคตรเรื่องจริง

อย่างที่สาม  ทำงานต้องมีเป้าหมาย  ว่าทำไปเพื่ออะไร  จุดมุ่งหมายคืออะไร  ต้องมีความมุ่งมั่นและจิตใจที่แข็งแกร่ง  ไม่ยอมแพ้แก่ปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ  แน่นอนมันมีทั้งปัญหาเรื่องการทำงาน  ปัญหาเรื่องคน  แม้คนที่เป็นลูกน้องเราจะเอาอยู่  แต่คนที่ไม่ใช่ลูกน้องก็ยังมีอีกเยอะ  ทั้งคนในระดับเดียวกันและระดับสูงกว่า

แปลว่าเราต้องมีภูมิต้านทานในเรื่องความกดดัน  มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  เพื่อจะได้สามารถรับมือกับปัญหา  วิชามาร  เกมการเมืองในองค์กร  การอิจฉาริษยา  การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของคน  ในเมื่ออาชีพของเราคือการรับจ้าง  งานก็ต้องเกี่ยวพันกับคน  เราก็ไม่สามารถหนีพ้นไปจากธรรมชาติของคนได้  ทางที่ถูกต้องก็คือรับมือกับมันให้ได้เท่านั้นเอง  ไม่มีทางเลือกอื่น

ส่วนเรื่องงานนั้น  จะเป็นงานอะไร ที่ไหนก็ตาม  มันก็ต้องเริ่มเรียนรู้กันใหม่ทั้งนั้น  ถ้าเรายังไม่เคยทำมันมาก่อน  แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่หนักหนา  เพราะใครๆก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งนั้น  เมื่อต้องทำจริงๆ  ศึกษาเอาได้  หาข้อมูลเอาได้  เรียนรู้จากที่เขาทำอยู่ได้  แต่หากได้ทำในสิ่งที่ร่ำเรียนมา  ก็เท่ากับได้เปรียบคนอื่นที่ไม่ได้เรียนมา  จะสามารถทำงานนั้นได้ดีและเร็วขึ้น

นี่คืออาวุธทางปัญญาที่ได้มาจากการทำงานที่นั่น  ซึ่งมันเป็นอาวุธประจำกาย ที่ใช้ในการเข้าสู่ทุกยุทธจักร    ทุกเวทีของอาชีพรับจ้าง  และการเป็นมือปืนรับจ้างในท้ายที่สุด”

“ช่วงที่ทำงานกับบริษัทนี้  วางเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกเลยหรือว่า จะทำแค่ สร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร เสร็จก็ลาออก?”

“เปล่าหรอก  ก็อยากทำให้สำเร็จในเฟสแรก  คือสร้างและติดตั้งเครื่องจักรให้เสร็จ  จากนั้นก็มีตำแหน่งแห่งหน  ความรับผิดชอบที่สมน้ำสมเนื้อ  ก็จะทำงานต่อไปเรื่อย  หาความก้าวหน้าจากผลงานที่ทำ  แต่พอทำไปได้ไม่ถึงปี  ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่แล้วละ  ระบบนี้  คนที่นี่  เรารับไม่ได้  เราเองก็ปรับตัวไม่ได้  เราจึงตั้งเป้าหมายให้หดลงมา  เหลือแค่เฟสแรกพอ”

“รับไม่ได้ทำไมต้องทนทำให้เค้าล่ะ  ไม่ลาออกไปก่อนเลย  ทำให้เค้าไปทำไม?”

“ก็ร่ำๆจะทำหยั่งงั้นแหละ  แต่มาคิดอีกที  มันก็ไม่ถูก  ลาออกจากที่เก่ามาที่นี่  เพราะเห็นว่ามันน่าจะไปได้ดีกว่า  แต่ยังไม่ทันไร  ก็อยู่ไม่ได้  การที่อยู่ไม่ได้  เพราะไม่สบอารมณ์  และก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลย  ว่าตัวเองจะทำงานอะไรได้สำเร็จ  ทำไม่สำเร็จ  จะเอาอะไรไปใช้ทำทุนในเรื่องความเชื่อถือกับที่อื่นได้

เอาอารมณ์และความรู้สึกมาเป็นใหญ่ไม่ได้  มันต้องใช้เหตุผล  ทางที่ถูกต้อง  เราน่าจะได้เครดิตทางความเชื่อถือจากที่นี่  ติดตัวไปจึงจะถูก  แม้จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ  ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงก็ตาม  แต่มันคุ้มแน่  เมื่อใครถามว่า  คุณทำอะไรสำเร็จมาบ้าง  เราตอบได้เต็มปากว่า  เราสร้างติดตั้งเครื่องจักรโรงงานนั้นมา  พร้อมกับการคุมคนเป็นร้อยๆ  สามารถพิสูจน์ผลงานนั้นได้  มีหลักฐานยืนยัน

เท่ากับว่า ไอ้เรื่องการคิดว่า  ทำให้เค้าไปทำไมน่ะ  ที่จริงแล้ว  ทำเพื่อเราต่างหาก  อดทนก็ไม่ใช่เพื่อเค้า  เพื่อเราอีกอีกนั่นเอง  คือคิดแบบนี้  จึงทำให้เรามุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ  ทำให้ปัญหาเรื่องอื่นๆมันเบาลงไปในความรู้สึก”

“มันก็จริงนะ  แต่น้อยคนจะคิดได้แบบนี้  ตอนนั้นรู้ได้ไงว่าคิดถูก?”

“ก็คิดง่ายๆนะ  คนไม่มีเส้นไม่มีสาย  จะแจ้งเกิดบนถนนสายลูกจ้างนี้ได้  มันก็จะมีแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือผลงาน  ในเมื่อโอกาสที่จะได้สร้างผลงานอยู่ตรงหน้า  จะหนีมันไปก่อนทำไมล่ะ  ก็ทำมันให้เสร็จสิ  เราก็จะได้ผลงานนั้นมา  ส่วนจะได้มายังไง  มันก็อีกประเด็น  คิดง่ายๆแค่นี้แหละ  ไม่รู้ว่าถูกหรือไม่ถูก  แต่มันมีเหตุผลในตัวมันเอง”

“แล้วในตอนนี้ละ  หากมองย้อนไปตอนนั้น คิดว่ามันถูกไหม?”

“ก็เพราะเรื่องนี้แหละ  ที่ทำให้ชีวิตหักเห  ได้งานใหม่  ได้ตำแหน่งใหม่ทีใฝ่ฝันไว้  ว่าจะใช้เวลากี่ปีไต่ไปให้ถึงให้ได้  ได้นายใหม่  ที่ไม่คิดว่าใครจะได้แบบเรา  เป็นนายในฝันอย่างแท้จริง  ย้อนคิดไปถึงตอนนั้นแล้ว  อยากตบไหล่ตัวเองแล้วบอกว่า  เอ็งคิดถูกว่ะ”

“อ๋อ  อย่างที่เล่าให้ฟัง  เรื่องใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ใช่มั้ย  ที่ว่านายเขาสนใจและติดต่อมาเอง?”

“ใช่แล้ว  แล้วเหตุผลที่เค้าสนใจเรา  มันก็มาจากแนวคิดของเรา  ในการอดทนทำงานอยู่  จนงานสำเร็จแล้วจึงลาออก  และการที่เขาล่วงรู้พฤติกรรม  และบทบาทในการทำงานของเราตลอดเวลา  เนื่องจากเขามีคนของเขา  ที่ทำงานอยู่ในบริษัทนี้คอยรายงานให้รับรู้

มันยิ่งสนับสนุนว่า  ช่วงนั้นเราคิดถูกและทำถูกต้อง  เพราะถ้าเราไม่ฮึดสู้  ยึดมั่นในเป้าหมายของตนเอง  พ่ายแพ้อารมณ์ตัวเอง  ลาออกไปก่อนงานที่จะสำเร็จ  เส้นทางชีวิตของเราก็คงไม่ได้เข้ามาร่วมในเส้นทางเดียวกับนาย  และก็คงไม่มีวันนี้”         

“แล้วคิดว่าระบบเถ้าแก่ซิสเต็มจะไปรอดไหม?”

“ก็บอกแล้วไงว่า  ในแต่ละองค์กร  เขาก็มีวัฒนธรรมองค์กรเฉพาะตัวของเขา  ระบบเถ้าแก่  ก็เป็นอีกวัฒนธรรมองค์กรหนึ่ง  ซึ่งหากย้อนคิดไปก็จะเข้าใจว่า  มันมาจากระบบครอบครัวนั่นเอง  จากลักษณะการบริหารธุรกิจเล็กๆของครอบครัว  แล้วก็เจริญเติบโตใหญ่ขึ้น

ในบางธุรกิจเถ้าแก่คนเดียว  ก็บริหารแบบเดิมไม่ไหว  เพราะมันมากมายหลายอย่าง  จนเกินเวลาเกินความสามารถของเถ้าแก่  ก็ต้องหาคนช่วย  โดยเริ่มจากญาติพี่น้อง คนรู้จัก  ญาติของญาติ  หาไม่ได้จึงค่อยนึกถึงคนภายนอกครอบครัว

การบริหารจัดการ  ก็จะเป็นการวางทายาท  สืบทอดกิจการกันเป็นรุ่นๆไป  เพื่อให้ธุรกิจนั้นคงเป็นของครอบครัวต่อไป  ยามที่เถ้าแก่ต้องวางมือเพราะสังขาร  คนภายนอกจะมีโอกาสขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงๆนั้นยากมาก  หรือไม่มีโอกาสเอาเลย

แต่หากเถ้าแก่เป็นคนที่เก่ง  มีความสามารถสูง  เขาก็สามารถบริหารงานแบบถนัดของเขาได้  แม้กิจการจะกว้างขวางใหญ่โตขนาดไหน  อำนาจสั่งการ  สั่งจ่าย  ให้คุณให้โทษ  ทุกอย่างอยู่ในมือหมด  กิจการของเขาก็จะไปได้สบายๆในสไตล์เถ้าแก่

จวบจนเถ้าแก่ฝืนสังขารไปไม่ไหว  ก็ต้องปล่อยให้รุ่นอาเสี่ย  รุ่นลูกรุ่นหลานมารับช่วงไป  ซึ่งรุ่นนี้น้อยคนจะทำได้แบบเถ้าแก่  เพราะส่วนใหญ่เรียนสูงๆกันมาทั้งนั้น  หรือไปเรียนเมืองนอกกันมา  จากตำหรับตำราและการสอนของฝรั่ง  ก็ได้วิธีคิดและวิถีของเขามาเต็มๆ  ซึ่งมันต่างจากระบบครอบครัวของเรา 

ส่วนใหญ่ธุรกิจมันจะรอด จะไปได้ดี หรือจะเสื่อมทรุดลง  มันก็มารุ่นที่สอง รุ่นที่สามของเถ้าแก่นี่แหละ  เพราะเอาทั้งของฝรั่งและของเถ้าแก่  ที่ถูกปลูกฝังและแบบอย่างมา  ผสมกันไม่ลงตัว  อาจถึงขั้นล่มสลายได้” 








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ