บริหารคน ใครว่ายาก 4 | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




บริหารคน ใครว่ายาก 4

บริหารคน ใครว่ายาก 4

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-06-17 14:20:17

โดย สุจินต์ จันทร์นวล

“พูดถึงแนวความคิดของคนไทยที่ต่างกับฝรั่ง  ดูเหมือนกับพยายามจะชี้ว่า  มันมาจากอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ที่ต่างกัน  มาจากลักษณะสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน  ก็เลยคิดต่างกัน  ดังนั้นการเอาวิธีการทำงานเอาระบบเค้ามาใช้  จึงไม่เวิร์คใช่ไหม?”

            “ไม่ต้องสงสัยเลย  ตรงแผง  ยกตัวอย่างง่ายๆนะ  เอาตั้งแต่การปลูกฝังหรือหล่อหลอม ตั้งแต่เด็กตั้งแต่วัยเรียนของเด็กฝรั่งกับเด็กไทย  คนละแบบเลย  ฝรั่งเลี้ยงลูกแบบพยายามให้ช่วยตัวเองมากที่สุด วิธีการสอนสั่งก็ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล  อยากได้อะไรก็ต้องมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน  แบบต้องทำโน่นทำนี่ก่อนถึงจะได้นั่น  เลี้ยงแบบให้มีอิสระพอสมควร ฯลฯ

            ของไทยจะเป็นการห้ามทำนั่นทำนี่  ถ้าไม่เชื่อก็จะเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาหลอกให้เด็กกลัว  เลี้ยงดูแบบทะนุถนอม  แทบไม่รู้จักการต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย  บางคนโตแล้วจะไปไหนมาไหน  พ่อแม่ก็ยังต้องพาไป  พยายามให้ลูกเป็นเด็กดี  คือต้องมีสัมมาคารวะ  พูดจาไพเราะ  เชื่อฟังผู้ใหญ่  ห้ามเถียง  อยากได้อะไรพ่อแม่ก็หาให้  เลี้ยงลูกมาแม้จะโตแค่ไหน  ก็ยังคิดเหมือนว่าลูกเป็นเด็ก  ที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้

            ในวิธีการเรียนการสอนยิ่งผิดกันใหญ่  เหมือนที่พูดๆกัน  ของไทยหนักไปทางท่องจำ  ของฝรั่งหนักไปทางให้คิด  ให้ค้นคว้า  ให้แสดงออก  จะได้ยินได้เห็นอยู่เสมอว่า  ครูฝรั่งมักจะเริ่มด้วยคำถามนักเรียนว่า  คิดอย่างไรกับเรื่องนี้เรื่องนั้น  ให้เด็กตอบตามความคิดตัวเอง  จะผิดจะถูกก็ไม่ว่าอะไร  แต่ความคิดของใครใกล้เคียง  ก็จะหยิบคำตอบนั้นมาขยายความ  และเอามาสอน

ไอ้แนวทางที่คนไทยและฝรั่งถูกหล่อหลอมกันขึ้นมานั้น  เห็นชัดว่ามันต่างกัน  จึงทำให้พื้นฐานความคิดต่างกันเมื่ออยู่ในวัยทำงาน  มันเหมือนกับคนไทย  ถูกเตรียมมาให้เป็นผู้ตามซะส่วนใหญ่  แค่เรื่องสัมมาคารวะ  เชื่อฟังผู้ใหญ่  ห้ามเถียง ก็เท่ากับปิดกั้นคุณสมบัติที่จะเป็นตัวของตัวเอง  คุณสมบัติของผู้นำแล้ว

            จะมองเห็นชัดเลย  เวลาประชุม หรือเวลาอบรมอะไร  เมื่อถามว่า  ใครมีคำถาม หรือใครมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง  มักจะเงียบ  หาคนถาม  หาคนแสดงความคิดเห็นยาก  ยิ่งในที่ประชุม  หาคนออกความเห็นยากเย็นจริงๆ  เพราะยังฝังหัวมาตั้งแต่เด็กว่า  ห้ามโต้เถียงผู้ใหญ่  ต้องเคารพนับถือ  ต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่  ขืนไปออกความเห็นขัดแย้งกับความคิดผู้ใหญ่เดี๋ยวเป็นเรื่องเปล่าๆ  นิ่งเสียได้ตำลึงทอง

            ฝรั่งมันทำงาน  มันแก้ปัญหากันด้วยวิธีระดมความคิด  มันให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่าเรื่องอาวุโส  เรื่องเด็กเรื่องผู้ใหญ่อะไร  และมันถูกสอนมาให้กล้าแสดงความคิดเห็น  การใช้เหตุใช้ผลในการหักล้างกัน  เพื่อเอาข้อสรุปที่ดีที่สุดออกมาใช้  เป็นเรื่องปกติที่ใช้กันมาจนชิน  ความขัดแย้งกันในเรื่องความรู้สึกส่วนตัวจึงไม่เกิดขึ้น  มันเหมือนกับเป็นกติกาสากล

            ผิดกับของเรา  ลองใครมีความคิดที่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่  จะกลายเป็นคนผิดคนไม่ดีทันที  แม้ความคิดจะดีกว่าถูกต้องกว่า  แต่คนไทยก็จะยึดถือศักดิศรี  ถืออาวุโส  ถือเรื่องตำแหน่งแห่งหน  ถือเรื่องหน้าตา  ผู้น้อยแทบหมดสิทธิจะอ้าปากเลยด้วยซ้ำ  แม้ผู้ใหญ่จะถามตามธรรมเนียม  ได้แต่ทำอย่างมากว่าดีครับ  เห็นด้วยครับ อะไรทำนองนั้น

            ไม่เชื่อก็ลองมองระบบราชการของเราก็ได้  มันสะท้อนวิถีของวัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน  ในเมื่อข้าราชการทั้งหมดเป็นคนไทย  แก้ยังไงก็แก้ไม่ได้  ถึงได้ต้องใช้วิธีแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ  มีการเอารูปแบบการบริหารจัดการแบบฝรั่ง  แบบสากลมาใช้  รับผู้คนรุ่นใหม่เข้าไปทำงาน  ตามระบบงานใหม่ที่วางไว้  และแค่นั้นยังไม่พอ  มีการแยกแตกแขนงออกมาเป็นบริษัท  เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน  การทำธุรกิจ  ได้คล่องตัวกว่าระดับรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ”

            “แปลว่าองค์กรที่เป็นเอกชนถึงจะเวิร์ค  แล้วทำไมที่ทำจึงไม่เวิร์คล่ะ?”

            “มันขึ้นอยู่ที่ระดับการศึกษา  สมัยนี้ดีขึ้นมาก  สาเหตุมาจากคนไทยจบปริญญาตรีมากขึ้น  ไปเรียนเมืองนอกกันเยอะขึ้น  กลับมาก็เอารูปแบบและแนวคิดฝรั่งมาใช้  พวกนี้พอขึ้นไปอยู่ในระดับบริหาร  มีอำนาจจัดการ  ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากกว่าเดิม

            ส่วนของเราที่ว่าไม่เวิร์คก็เพราะ  ตอนนั้นเพิ่งกลับมาใหม่  ไฟแรงเกินไป  ยังไม่แก่กล้าพอในเรื่องการเมือง  เรื่องอำนาจอะไร  ตัวเองก็ตำแหน่งเล็กนิดเดียว  ลูกน้องส่วนใหญ่ก็ความรู้แค่ระดับปอสี่มอสาม  ในขณะที่เราจบจากเมืองนอก  และยังไม่ได้ปรับตัวเท่าไหร่  ก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อย  จนรู้คำตอบว่า  ต้องผสมผสานกันยังไงให้ลงตัว  มันจึงเวิร์ค”

            “ที่ว่าผสมน่ะ ผสมยังไงลองยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย?”

            “คือความคิดเรื่องทำของยากให้เป็นเรื่องง่ายนะ  มันติดมาในใจแน่นมาก  อย่างเรื่องการเขียนรีพอร์ต  หรือการวางแผนผลิต  คนเป็นซุปเปอร์ไวท์เซอร์ต้องทำเอง  เราก็เอามานั่งคิด  ออกแบบฟอร์มขึ้นมา  เพียงกรอกตัวเลขลงในฟอร์มเท่านั้น  ก็จะได้รีพอร์ตออกมา  ได้แผนการผลิตออกมา

            เฉพาะในเรื่องการผลิต  จะผลิตสินค้าตัวไหนชนิดไหน  จะต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง เท่าไหร่  คำนวนไว้ให้เสร็จเป็นตาราง  แค่รู้ปริมานผลิต ก็จะกำหนดวัตถุดิบจากตารางได้เลย  จากนั้นเราก็เอาโฟร์แมนระดับความรู้มอหกมาสอนให้ทำ  เพิ่มช่องให้เขาเซนต์กำกับว่าเป็นผู้ทำ  ของเราเซนต์ในช่องอนุมัต และงานรูทีนอีกหลายๆอย่าง  ที่ซุปฯต้องทำเอง  เราก็สอนโฟร์แมนให้ทำแทน  และตั้งความหวังว่าสักวันพวกเขาจะได้เลื่อนขึ้นมาเป็นซุปฯได้สบาย  หากมีซุปฯคนไหนลาออก  หรือเมื่อบริษัทขยายกิจการ  ไม่ใช่เป็นกันได้แค่โฟร์แมนไปตลอดชีวิต

            ซึ่งงานนี้ได้รับการต่อต้านจากบรรดาซุปฯด้วยกัน  ว่าไปเอางานของตัวเองให้ลูกน้องทำ  นายอาจจะเห็นว่าตัวเองไม่มีอะไรจะทำ  ไม่มีความสำคัญ  เงินเดือนก็มากกว่าลูกน้อง  แบบนี้อีกหน่อยไม่ต้องมีซุปฯก็ได้ 

แต่เราเถียงว่า  นายน่าจะมองตรงกันข้ามมากกว่า  ว่าเรามีความสามารถในการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  แถมยังสอนคนเป็นด้วย  เขาน่าจะหาทางให้งานที่ยากกว่านี้  ให้เราทำ  พูดง่ายๆว่าเรามีความสามารถเหนือกว่าแค่ตำแหน่งซุปฯนะ”

“แล้วผลเป็นไงล่ะ?”

“นายเค้าชอบวิธีการของเรา  แต่ก็ไม่ได้บังคับให้คนอื่นทำตาม  ในแผนกเราเขาก็ปล่อยให้เราทำตามที่เราเปลี่ยนแปลง   และที่พิสูจน์ว่าเรามาถูกทาง  ก็คือเขามอบงานใหม่ให้เรา  เป็นการขยายขึ้นมาอีกแผนก  หรือแปลว่าให้เราคุมเพิ่มอีกแผนก  เราก็ไปเลือกโฟร์แมนของแผนกอื่นมาคนหนึ่ง  เอามาเป็นโฟร์แมนแผนกใหม่  ก็ฝึกสอนเขาแบบเดียวกับโฟร์แมนแผนกเดิม  เท่ากับทั้งสองคนสามารถคุมแต่ละแผนกแทนเราได้อย่างดี 

เราก็เพียงแค่คอยเป็นคนตัดสินใจ  และริเริ่มอะไรต่างๆ  อย่างเช่นนั่งคิดว่าทำอย่างไรจะลดเปอร์เซนต์ของเสียให้น้อยลง  ทำยังไงจะเพิ่มผลผลิตมากขึ้น  ทำยังไงให้ลูกน้องทำงานอย่างแฮปปี้  อะไรประมานนี้แหละ

พองานมันไม่มีอะไรน่าท้าทาย  ลูกน้องก็ทำได้อย่างดี  ตัวเองก็มีเวลาว่างมาก  ในการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้  ก็เริ่มเบื่อ  โครงสร้างของบริษัทก็ไม่ได้ขยายใหญ่โตเพิ่มขึ้น  พูดง่ายๆว่าทางตัน  ไม่มีทางขึ้นสูงไปกว่านี้  ก็เลยหางานใหม่หาที่ใหม่ที่ท้าทายกว่านี้  มีหนทางก้าวหน้ากว่านี้  เงินเดือนมากกว่านี้  พอได้งาน  เราก็เลยลาออกไปทำที่ใหม่  ไม่อยากเป็นซุปฯไปจนแก่คาตำแหน่งแบบคนอื่น”

“บรรดาซุปฯเก่าๆเขาก็คงสมน้ำหน้าซินะ  เห็นมั้ยอยู่ดีๆไม่ชอบ  ไปสอนลูกน้องจนตัวเองไม่มีอะไรทำ  เลยต้องลาออกไป”

“เค้าจะคิดกันยังไงก็เรื่องของเค้า  แนวคิดของเค้ากับของเรา  มันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว  เราคิดไปให้ไกล  ไปให้สูงขึ้น  แต่พวกเค้าคิดว่าตรงนี้ดีแล้ว สบายแล้ว  รักษาตำแหน่ง  รักษาเก้าอี้ไว้ให้ได้ก็พอแล้ว  เราไม่รู้หรอกว่าจะไปได้ไกล  ได้สูงแค่ไหน  แต่ที่อยู่นั้นงานมันง่ายเกินไปสำหรับเรา  เราอยากได้อะไรที่มันยากกว่านี้  รับผิดชอบมากกว่านี้  ตำแหน่งสูงกว่านี้  และเงินมากกว่านี้”

“ไปที่ใหม่มันได้ตามต้องการหรือเปล่าล่ะ?”

“ก็ได้อย่างที่ต้องการ  ยากกว่าที่คิดเสียอีก  งานทั้งหนักและยาก  สภาพการทำงานก็แย่สุดๆ  จากเคยทำงานในห้องแอร์สะอาดสะอ้าน  เพราะผลิตของกิน  กลายมาเป็นทำงานกลางดิน กลางทราย กลางแดด  แอร์ไม่มี อย่างเก่งก็แค่พัดลม  อยู่ในดงมะพร้าว  ติดแม่น้ำเจ้าพระยาแถบพระประแดง

เป็นงานสร้างโรงงาน  ติดตั้งเครื่องจักร์   ตำแหน่งที่ได้คือแพล้นเอนจิเนียร์  คุมช่างในเวิร์คช็อปเกือบสองร้อยคน  สร้างชิ้นส่วน  และเอาไปติดตั้งในโรงงานพร้อมกับเครื่องจักร์

หัวหน้าเราก็เป็นนายช่างใหญ่  คนจีนจากไต้หวัน  เป็นญาติๆกับเจ้าของบริษัท  พูดไทยยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่  เราก็เป็นคนที่คุมลูกน้องทั้งหมด  ในส่วนของพวกแม็คคานิค  ไม่เกี่ยวกับไฟฟ้า  และโยธา  ซึ่งมีเอนจิเนียร์แบบเราคุมแต่ละแผนกไป

ที่นี่แหละที่เรางัดเอาวิถีฝรั่ง  ผสมไทย ผสมจีน ได้อย่างสนุกมือ  คือเจ้าของบริษัทเป็นคนจีนที่ทำมาหากินในไทยจนร่ำรวย  จากค้าขายแถวทรงวาด  ก็ขยับขยายกิจการจนสามารถขึ้นมาเป็นสเกลมีโรงงานของตนเองหลายโรงงาน  การบริหารจึงเป็นในลักษณะเถ้าแก่ซิสเต็ม  อำนาจการอนุมัตและตัดสินใจอยู่ที่เถ้าแก่หมด  ตั้งแต่เรื่องสากกะเบือยันเรือรบ

คนทำงานที่มีระดับหน่อย  ก็มาจากบรรดาลูกหลานและเด็กฝากเป็นส่วนใหญ่  มีแต่พวกคนงานเท่านั้นที่รับกันเข้ามาเอง  ในบรรดาเอ็นจิเนียร์ด้วยกัน  เราก็เป็นคนนอกวงษาคณาญาติคนเดียวที่หลงเข้าไป  เผอิญความรู้ของเรามันตรงกับงานที่จะทำพอดี  มือขวาของเถ้าแก่เค้าสัมภาษณ์แล้วเห็นตรงสเป็คก็เลยรับเรา 

ตอนนั้นพอรู้ว่างานคืออะไร  และเงินเดือนสูงกว่าเก่าเท่าตัว  เราก็เอาแล้ว  มันได้ไทม์มิ่ง หลายๆอย่างมันลงตัวพอดี  ไม่ได้สนใจว่าบริษัทเป็นยังไง  การบริหารภายในเป็นยังไงหรอก  แต่มันก็เป็นจุดหักเหของชีวิตทีเดียว”   








ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ