บริหารคน ใครว่ายาก2 | iTopPlus's Blog
02-029-1200
รวมเทคนิคลับ ฉบับออนไลน์ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วย เทคนิคต่างๆ ความรู้เบื้องต้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาให้ธุรกิจคุณ บน Google.com




บริหารคน ใครว่ายาก2

บริหารคน ใครว่ายาก2

Categories : บทความธุรกิจ
Date : 2014-05-29 13:26:56

“ก็จริงนะ  เรื่องคน  มันต้องเริ่มจากการเลือกให้ถูกคนก่อน  ซึ่งมันก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะเลือกได้ถูกจริงๆใช่มั้ย  รู้หน้าไม่รู้ใจ?”

 “คือหากตั้งใจและให้ความสำคัญ  ด้วยการพูดคุยซักถามให้มากที่สุด  กับการเลือกคนเข้าทำงาน มาเป็นลูกน้องลูก จ้างเรา เปอร์เซนต์ที่จะได้ถูกคน  มันย่อมมีมากกว่า  การเลือกมาด้วยความรู้สึกหรือคาดเดาซะส่วนใหญ่

บางทีไอ้คำว่าถูกคนนั้น  คนที่เป็นนายหรือนายจ้างนี่  ก็สับสนแยกแยะไม่ออก  คือพอรับคนเข้ามาทำงาน  ก็ตั้งมาตรฐานไว้ซะสูงเชียว  คือต้องทำงานดี ขยันขันแข็ง  รับผิดชอบ นิสัยดี ซื่อสัตย์  เชื่อฟังว่านอนสอนง่าย ฯลฯ  เอาสิ่งเหล่านี้มาวัดว่าลูกน้องคนนี้อยู่ในระดับไหน

ที่จริงแล้วหากกลับมาพิจารณาให้ดีๆ  ให้ยุติธรรม  เวลาเราเลือกคนเข้าทำงาน  เราตั้งอัตราเงินเดือนไว้  เราจะเอาเรื่องความรู้ความสามารถในการทำงานเป็นหลัก  ว่าเขาจะทำงานในหน้าที่ๆเรามอบให้ได้ดีหรือไม่เพียงใด  พูดง่ายๆว่าเราใช้เงินซื้อผลงานที่เขาทำ  เขาขายความสามารถในตัวเขาแลกกับเงินเดือน

แต่พอเวลาเราประเมินเขา  เรากลับเอาเรื่องนิสัยใจคอและเรื่องพฤติกรรม  ตลอดจนคุณสมบัติในตัวเขามาเกี่ยวข้องด้วย  ไม่ได้เอาเรื่องผลงาน  หรือคุณภาพของงานเป็นตัวหลัก  เช่นคนๆนั้นอาจจะทำงานดี  แต่หากนิสัยไม่ค่อยจะสบอารมณ์เรา  เราก็จะเอาสองอย่างมาหักล้างกัน  ทำให้คนๆนั้นด้อยไปเลย  ผิดกับคนที่ทำงานก็งั้นๆแต่นิสัยดี  เราก็จะประเมินในทางบวกมากกว่าอีกคน  ลืมคิดไปสนิทเลยว่า  เราจ่ายเงินให้เพื่อซื้องาน  ไม่ได้เพื่อซื้อนิสัยเค้า

การแยกแยะไม่ออกนี่  มันจะส่งผลมาถึงการบริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เพราะในองค์กรหรือบริษัทนั้น  จะมีก็แต่คนที่นิสัยดี  แต่ทำงานกันไม่เก่งส่วนใหญ่  มีแต่คนว่านอนสอนง่ายมากเท่าไหร่  ก็แปลว่าต้องคอยคิดคอยสั่งให้อยู่ตลอดเวลา  เหมือนกองทัพที่มีแต่นายพลกับพลทหาร  หานายพัน นายร้อย หรือจ่าไม่ได้ มันจะไปรบชนะใครได้  คนเดียวมันจะไปคิดไปทำหมดทุกหน้าที่ได้ไง

คนเก่งนั้น  ส่วนใหญ่ก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าคนธรรมดา  หรือแปลว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากกว่าคนอื่น  ไอ้ความเป็นตัวของตัวเอง  มีความคิดเป็นของตนเอง  ก็มักจะแสดงออกมาผิดกับคนอื่น  เหมือนม้าฝีเท้าดีมักจะพยศ  ไม่เชื่องง่ายๆ  กว่าจะเอามาขี่ได้ก็ต้องปราบพยศกันก่อน  คนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่  ต้องทำยังไงให้ได้ใจ  ได้การยอมรับจากเค้า  เราก็จะสามารถเอาความเก่งของเค้ามาใช้ได้

แต่พอเจอการพยศของเค้าเข้าก่อน  เจอความเป็นตัวเองของเค้า  ซึ่งมันไม่ใช่อย่างที่เราคาดคิด  เราก็ตั้งข้อรังเกียจ  มองในแง่ลบเค้าเสียก่อนแล้ว  ไม่อยากใช้  ใช้แล้วมีปัญหา เถียงคำไม่ตกฟาก
ไม่ค่อยจะทำตามคำสั่ง เรื่องมาก เรื่องเยอะ สู้ไปใช้คนอื่นที่เชื่อฟังว่าง่ายดีกว่า  ในที่สุดก็จะมีแค่คนที่ทำงานตามสั่ง  ถ้าไม่สั่งก็ไม่ทำอะไรทำนองนี้

การบริหารคน  มันไม่ยากหรอก  หากเราแยกแยะอะไรเป็น  ไม่เอาความรู้สึกหรืออารมณ์เป็นหลักใหญ่  เราจะสามารถมองคนอย่างที่เขาเป็น  ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น  แล้วเอาความเป็นเขาอย่างที่เขาเป็นนั้น  ออกมาใช้ให้ถูกกับงาน” 

“แปลว่า  ไอ้เรื่องไม่อยู่ในแถว  ประเภทเรื่องมากปัญหาเยอะ  หัวแข็ง  ฝ่าฝืนอะไรแบบนี้  ก็ปล่อยพวกเขาให้เป็นหยั่งงั้น  ไม่ยุ่งกันตายห่.เหรอ?” 

“มันไม่ใช่ขนาดนั้น  กฎกติกามันต้องเคารพกัน  ในพื้นฐานปกติของสังคม  พนักงานก็ต้องยอมรับและทำตาม  ที่พูดนั้น  มันหมายถึงบุคลิกนิสัยใจคอและการแสดงออกของแต่ละคน คนเก่งเป็นยังไงคนไม่เก่งเป็นยังไง  เก่งจริงหรือเก่งแต่ปาก  อะไรแบบนี้คนบริหารต้องแยกให้ออก  มองให้ลึกพอ  บางคนก็ไม่พอใจ  เพียงแค่ลูกน้องชอบเถียง  ชอบโต้แย้ง  ก็มักจะแบรกหรือห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็น  เพราะคิดว่าขืนปล่อยไว้  จะทำให้ตัวเองเสียฟอร์มในฐานะนาย ในฐานะผู้นำ

 

ในสไตล์ของเรา  เราชอบลูกน้องประเภทมีความเชื่อมั่นในตัวเอง  ชอบให้เค้าแสดงความคิดเห็น ชอบให้เค้าโต้แย้ง  ไอ้แบบเอาแต่พยักหน้าครับหรือค่ะนั้น  เราไม่ค่อยชอบ  เพราะคิดว่าไม่มีความคิดเป็นของตัวเองบ้างเหรอ  เวลาเราจะสั่งงาน  อย่างน้อยๆเราต้องถามว่าคิดว่าเป็นยังไง  วิธีนี้ดีไม่ดียังไงบ้าง ทำได้มั้ย  จะมีปัญหาตรงไหนบ้างหรือเปล่า ฯลฯ

จะชอบมาก  หากมีลูกน้องประเภทชอบโต้แย้งหรือคัดค้าน  ประเภทที่ใครๆว่าเป็นตัวแสบละก็จะเข้าหาก่อนเพื่อน  ให้ความสำคัญระดับต้นๆ  คนอื่นๆที่หัวอ่อนเอาไว้ทีหลังก็ได้  พวกนี้ง่าย  ปราบพยศตัวแสบๆก่อน  เอามาใช้ให้ได้ก่อน  หลายๆอย่างก็จะง่ายขึ้น

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  เราได้คนมีฝีมือมาใช้งานหลายต่อหลายคน  จากพวกตัวแสบหรือพวกมีความเป็นตัวของตัวเองสูงนี่แหละ  บางคนขึ้นมาถึงระดับบริหารก็มี”

“เล่าให้ฟังหน่อย  ถึงวิธีปราบพยศพวกตัวแสบ  แล้วไอ้แบบแสบจริงๆ  เพราะนิสัยแต่ไม่มีฝีมือนี่ไม่มีหรือ?”

“มันก็วิธีปกติธรรมดานี่แหละ  ต้องพูดคุยต้องใกล้ชิด  หาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเค้า ให้ได้มากที่สุดก่อน  จะได้เอามาวิเคราะห์ว่าความแสบของเค้าเกิดจากอะไร  มีที่มาที่ไปอย่างไร  สภาพสิ่งแวดล้อมของเค้าเป็นยังไง  นิสัยใจคอ  จุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน  มองโลก มองเรายังไง ฯลฯ

จากนั้นก็จะหาจุดได้ถูกต้อง  ว่าจะต้องจับจุดไหน  ถ้าแสบแบบมีกึ๋น  การปล่อยให้เขาแสดงความคิดเห็น  และเราก็ลองโต้แย้งดู  เพื่อให้มีการถกเถียงกันในแง่เหตุผล  ก็จะได้รู้มุมมองและความคิดของเขา  หากไม่มีกึ๋น  แต่สักแต่ว่าแสบเพราะสันดาน  ก็จะรู้เช่นกัน เพราะความคิดเห็นของเค้าจะไม่เข้าท่า 

พวกนี้จะมีบางอย่างที่คล้ายกัน  คือไม่เชื่อและยอมรับใครง่ายๆ  เพราะเชื่อมั่นในตัวเองสูง  ดังนั้นต้องใช้จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้น  ทำยังไงให้เค้าเชื่อและยอมรับเราให้ได้ก่อน  บางที่แค่การพูดคุยโต้ตอบกันมันก็ยังไม่ได้ผล  ต้องลงมือด้วยการทำจริง  เพื่อพิสูจน์กันเลย

อย่างงานบางอย่างเราสั่งให้ทำแบบนี้  พวกก็โต้แย้งว่าทำไม่ได้  ต้องทำแบบนั้น  เอาเหตุผลมาหักล้างกัน  วิธีของเราก็ดีกว่า  แต่เค้าไม่เชื่อไม่เห็นด้วย  การเอาชนะของเราต่อคนๆนี้  ก็คือการยอมแพ้ก่อน มีเงื่อนไขอยู่ว่า  เพื่อนร่วมงานหลายๆคนต้องรับรู้ข้อตกลงนี้  คือให้เค้าทำตามวิธีเค้า  ถ้ามีปัญหาและไม่สำเร็จ  เค้าต้องรับผิดชอบในความผิดพลาด  และเค้าต้องทำตามวิธีเราหลังจากนั้น”

“เฮ้ย  แล้วไม่กลัวว่างานมันจะเสียและผิดพลาดเหรอ  มันเอฟเฟ็คมาถึงบริษัท ถึงเราด้วยไม่ใช่เหรอ?”

“จะลองของกันแบบนั้น  มันต้องคิดรอบคอบไว้แล้ว  งานอะไรผิดได้  พลาดได้แค่ไหน  แบบแค่เสียเวลา  เสียค่าใช้จ่ายบ้างเล็กน้อย  เสียน่ะเสียบ้างแน่แต่ไม่มาก  หากคิดว่า  นี่คือการลงทุนเพื่อปราบพยศ  และได้คนเก่งๆมาใช้งานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

แล้วอีกอย่าง  ในการถกเถียงแสดงความคิดเห็นกันนั้น  เราก็พอมองออกแล้วว่า  งานนี้พลาดแน่  และมันจะพลาดตรงจุดไหน  ซึ่งมองในภาพใหญ่  มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือนอะไรมากมายนัก  จึงจงใจปล่อยให้เค้าชนะ  เพื่อที่จะแพ้เราในที่สุด พอถึงจุดที่เค้าพลาด  แทนที่เราจะเข้าไปกระหน่ำซ้ำเติม  เรากลับเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา  ปลอบอกปลอบใจ  ให้อภัย  และยื่นมือเข้าช่วยและปกป้องเขา  คนที่แสบแบบมีกึ๋นมากบาล  แค่บทเรียนบทนี้ก็เอาเขาอยู่และปราบพยศได้  เพราะแทนที่เราจะแอนตี้เขา  เรากลับแสดงออกว่าเชื่อมั่นในตัวเขาเหมือนเดิม  ให้มีการแสดงความคิดเห็นและโต้แย้งเหมือนเดิม  ให้โอกาสเขาทำให้แสดงความสามารถอีก”

“ทำไมต้องใช้วิธีแบบนี้ด้วย  เหมือนหลอกให้ทำพลาด  ให้เสียหน้า แล้วใช้โอกาสนั้นเป็นเครื่องมือ?”

“วิธีนี้ใช้กับพวกหัวแข็งและตัวแสบเป็นส่วนใหญ่  ไม่ใช้กับคนธรรมดาๆหรอก  เหตุผลก็คือ จะทำให้ความผยองในความเขื่อมั่นตัวเองเกินไปนั้น  ลดลงบ้าง  ในเมื่อเพื่อนๆร่วมงานก็รู้เห็น  ในการพลาดครั้งนี้ด้วย  ไม่ใช่เราคนเดียว  มันคล้ายๆกับทั้งสังคมมองเขาอยู่  และลงความเห็นว่า  เอ็งไม่ได้เก่งอย่างที่ปากพูดหรอก  มันสร้างแรงกดดันให้อย่างแรงและได้ผล”

“แล้วไอ้พวกเก่งแต่ปากนั่นล่ะ  ใช้วิธีนี้ด้วยหรือเปล่า?”

“วิธีเดียวกันนี้แหละ  แต่ตอนจบไม่เหมือนกัน  คือพวกแสบแต่มีกึ๋นนั้น  จะยอมรับและปรับเปลี่ยนตัวเองได้  แบบค่อยๆเบาลง  แต่ก็ไม่ถึงกับขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไป  ผิดกับพวกแสบแต่ปาก  พวกนี้จะโทษนั่นโทษนี่  และจะยังหน้าด้านทำงานด้วยปากต่อไป  แม้เพื่อนๆร่วมงานจะไม่คล้อยตามอีกต่อไปแล้วก็ตาม  อย่างน้อยๆเราก็ทำให้เขาหมดเครดิตความเชื่อถือลงไปได้

แต่ตามธรรมชาติของสังคมในการอยู่ร่วมกัน  คนที่คุยโว  เก่งแต่ปาก ไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นบกพร่องตรงไหน  ทั้งๆที่คนอื่นรู้เห็นโดยตลอดนั้น  ก็จะถูกสังคมกีดกันไม่ให้เข้าพวกด้วย  หาคนคบด้วยจริงๆไม่ได้  ทุกคนพยายามหลีกหนี  มันทำให้เกิดความกดดันอย่างรุนแรง  เหมือนเป็นส่วนเกินของสังคม  ปรับตัวก็ไม่ได้ปรับใจก็ไม่เป็น  ยังคุยโม้คุยโตไม่เลิก

ถึงตอนนั้นเราไม่ต้องทำอะไรหรอก  ปล่อยไว้สักพัก  พวกก็ต้องจากไปเอง  เพราะสังคมไม่ต้อนรับ

“ไปเอาความคิดและวิธีการแบบนี้  มาจากไหน?”

“ก็อย่างที่บอกไง  อ่านหนังสือมาเยอะ  ชอบดูหนัง  ชอบฟังพวกผู้ใหญ่เขาคุยกัน  โดยเฉพาะเรื่องเบื้องหลังเบื้องลึกของกรณีต่างๆ  รวมกับประสบการณ์ของตัวเองที่มีลูกน้องมาเยอะ”









ปรึกษาฟรี
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษตอนนี้!
รับทำเว็บไซต์, Google AdWords









สนใจทำการตลาดออนไลน์
ปรึกษาทีมงาน
รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Google

สนใจบริการ